นิทรรศการเหรียญ
เหรียญแห่งการทูตและการพัฒนาชาติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ภารกิจเพื่อคนไทยเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไปตลอดกาล
ทรงพบกับประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ สหรัฐอเมริกา
จาก “ย้อนรอยสัมพันธไมตรี และภาพความทรงจำในหลวงกับปธน.สหรัฐฯ” โดย ไทยรัฐออนไลน์, 2559, (https://www.thairath.co.th/news/local/783116)
การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปใน ปี พ.ศ. 2503 รัฐบาลได้จัดทำเหรียญที่ระลึกขึ้นเพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดี ถือเป็นเหรียญที่มีเบื้องหลังในเหตุการณ์โลก โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปโดยเริ่มต้นเสด็จพระราชดำเนินมายังสหรัฐอเมริกา (ระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม 2503 ) มายังรัฐฮาวายก่อนแล้วทรงทอดพระเนตรฐานทัพเรือเพิร์ลฮาร์เบอร์
หลังจากนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินมายังกรุงวอชิงตัน ดีซี และรัฐต่าง ๆ ทรงพบกับประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ เสด็จพระราชดำเนินกล่าวสุนทรพจน์ที่สภาคองเกรส ชมกิจการต่าง ๆ หลายอย่าง เช่น ทรงเยี่ยมชมกิจการสภากาชาดอเมริกา เยี่ยมชมโรงรีดเหล็กในเมืองพิตต์สเบิร์ก เยี่ยมชมเขื่อนชลประทานและการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้พลังน้ำจากเขื่อน เยี่ยมชมเตาปฏิกรณ์ปรมาณู ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ในสมัยนั้น ในสถานการณ์โลกที่อยู่ในช่วงสงครามเย็น การเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพที่ดีของทั้งสองประเทศ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จผ่านถนนฟิฟธ์อเวนิว นิวยอร์ก ท่ามกลางการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ของประชาชนชาวอเมริกัน
จาก “ร.๙ เสด็จเยือนต่างประเทศ พระราชกิจคุ้มเกล้าชาวไทย” โดย 108acc, 2017,(http://www.108acc.com/articles/42337687/ร.๙-เสด็จฯเยือนต่างประเทศ-พระราชภารกิจคุ้มเกล้าชาวไทย.html)
ทรงเยี่ยมชมกิจการสภากาชาดอเมริกา
จาก “ประมวลภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยือน 14 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2503” โดย เสรีภาพ ฉบับที่ 64
เหรียญที่ระลึกพระราชทาน เหรียญเงินพร้อมแพรแถบ
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จผ่านถนนฟิฟธ์อเวนิว นครนิวยอร์ก ท่ามกลางการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ของประชาชนชาวอเมริกันในสายตาสังคมอเมริกัน พระองค์ทรงได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “American-born King” กษัตริย์ที่พระราชสมภพในสหรัฐอเมริกาและ “Swiss-educated King” กษัตริย์หนุ่มผู้ได้รับการศึกษาจากยุโรปสะท้อนภาพลักษณ์ของพระมหากษัตริย์สมัยใหม่ ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรู้และความเข้าใจโลกตะวันตก
เหรียญที่ระลึกพระราชทาน เหรียญเงินพร้อมแพรแถบจัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2503
ภาพครอบครัว ซึ่งมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ขณะมี พระชันษา 9 ปี และ 8 ปี ตามลำดับ
จาก “ประมวลภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยือน 14 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2503” โดย เสรีภาพ ฉบับที่ 64
หลังจากนั้นเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศในทวีปยุโรป โดยประเทศที่ได้เสด็จพระราชดำเนินในทวีปยุโรปนั้นมีมากถึง 14 ประเทศ
1) สหราชอาณาจักร (ระหว่างวันที่ 19–23 กรกฎาคม)
2) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน (ระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม)
3) สาธารณรัฐโปรตุเกส (ระหว่างวันที่ 22–25 สิงหาคม)
4) สมาพันธรัฐสวิส (ระหว่างวันที่ 29–31 สิงหาคม)
5) ราชอาณาจักรเดนมาร์ก (ระหว่างวันที่ 6–9 กันยายน)
6) ราชอาณาจักรนอร์เวย์ (ระหว่างวันที่ 19–21 กันยายน)
7) ราชอาณาจักรสวีเดน (ระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน)
8) สาธารณรัฐอิตาลี (ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 1 ตุลาคม) และนครรัฐวาติกัน (เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของคริสต์ศาสนา
9) ราชอาณาจักรเบลเยียม (ระหว่างวันที่ 4–7 ตุลาคม)
10) สาธารณรัฐฝรั่งเศส (ระหว่างวันที่ 11–14 ตุลาคม)
11) ราชรัฐลักเซมเบิร์ก (ระหว่างวันที่ 17–19 ตุลาคม)
12) ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ (ระหว่างวันที่ 24–27 ตุลาคม)
13) รัฐสเปน (ระหว่างวันที่ 3–8 พฤศจิกายน)
14) พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเสด็จพระราชดำเนินมายังสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเยี่ยมบ้านเก่าของพระองค์ท่านเมื่อสมัยที่พระองค์ทรงประทับเรียนหนังสืออยู่
ผลประโยชน์ที่ได้กลับมาสู่คนไทยทั่วประเทศ เป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตนมโคสดในไทย จากการเยี่ยมชมกิจการฟาร์มโคนมของเดนมาร์ก จึงเป็นฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ก ทรงเยี่ยมชมโรงงานเครื่องจักรอุตสาหกรรมการเกษตรต่าง ๆ เพื่อกลับมาพัฒนาในประเทศไทย นอกจากนี้ รัฐบาลอเมริกามอบเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู ปัจจุบันตั้งอยู่ที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ถนนวิภาวดี การเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ได้เสด็จเยี่ยมชมเครื่องเอกซเรย์บริษัทฟิลิปส์ ในการนี้บริษัทฟิลิปส์ ได้มอบเครื่องเอกซเรย์ให้กับสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมโรงงานผลิตนมข้น เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมเขื่อนและการจัดการน้ำ ซึ่งเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีการจัดการน้ำและเขื่อนเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกในยุคสมัยนั้น จึงได้นำมาเป็นต้นแบบในการสร้างเขื่อนภูมิพล และเขื่อนอื่น ๆ ในประเทศ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง การผลิตกระแสไฟฟ้าและผลักดันน้ำเค็มไม่ให้รุกเข้ามาในเขตพื้นที่เกษตรกรรม การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้รวม 15 ประเทศ ได้ประโยชน์กลับสู่ประเทศไทยมากมายมหาศาล เป็นการปฏิบัติราชการเพื่อความเจริญแด่ชาวสยาม
เหรียญที่ระลึกเสด็จนิวัติ
หลังการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปและสหรัฐอเมริกาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีเป็นเวลานานถึง 7 เดือน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จนิวัติประเทศไทยเมื่อวันที่ 18 มกราคม พุทธศักราช 2504 ท่ามกลางความปลื้มปีติของพสกนิกรชาวไทย เป็นที่มาของเหรียญที่ระลึกเสด็จนิวัติ ซึ่งมี พระบรมฉายาลักษณ์คู่ในขนาด 3×3 เซนติเมตร มีทั้งรูปแบบบที่ลงกะไหล่ทองและเหรียญโลหะ
เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงท่าอากาศยานดอนเมืองแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นที่แรก เพราะก่อนจะเสด็จไปสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรป พระองค์ทรงเสด็จมานมัสการพระพุทธชินสีห์ก่อน เมื่อเวลาเสด็จนิวัตพระนครแล้วก็ทรงมานมัสการอีกครั้งเป็นการดำเนินรอยตามพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ศักยภาพของไทยบนเวทีกีฬาภูมิภาคเอเชีย
กีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2513 ก่อนที่การแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 7 จะไปจัดที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน
ต่อมาไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพ กีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2521 อีกครั้ง เราจึงได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์คู่ในเหรียญที่ระลึกกีฬาในช่วงปี 2509 เป็นต้นมาเรื่อย ๆ
ภายหลังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบจากสงครามสำคัญหลายครั้ง ทั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม ประเทศไทยจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับภูมิภาค เริ่มจากกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2509
ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ไทยยังเป็นเจ้าภาพ กีฬาแหลมทอง (SEAP) ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2518 โดยในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2510 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา ทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเรือใบ และทรงคว้าเหรียญทองสร้างเกียรติยศแก่ประเทศไทยด้วย
รากฐานวัฒนธรรมของแผ่นดิน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสืบทอดพระราชประเพณีพระราชพิธีสมโภชช้างเผือก อันมีมาแต่โบราณอย่างต่อเนื่อง ในรัชสมัยของพระองค์มีช้างเผือกขึ้นระวางเป็นช้างหลวง รวม 10 เชือก และโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีสมโภชช้างเผือก รวม 8 ครั้ง ในวาระต่าง ๆ การจัดทำเหรียญที่ระลึกพระราชพิธีสมโภชช้างเผือก ทำเพียง 2 ครั้ง คือ พ.ศ. 2520 พระราชพิธีสมโภชช้างเผือก ณ จังหวัดนราธิวาส พ.ศ. 2521 พระราชพิธีสมโภชช้างเผือก ณ จังหวัดเพชรบุรี
เหรียญเซเรส "ให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง"
ในวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเซเรส (Ceres Medal) ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในฐานะที่ทรงอุทิศพระองค์ในการพัฒนาชนบท เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) สู่การยกระดับทางเศรษฐกิจและสวัสดิการสังคม สนับสนุนพระราชกรณียกิจด้านการเกษตร ด้านหนึ่งสลักภาพสตรีสวมงอบ พร้อมจารึกข้อความ “To give without discrimination” หมายถึง การให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง สะท้อนพระราชปณิธานด้านมนุษยธรรมอย่างเด่นชัด ต่อมา พ.ศ. 2523 จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ ดังภาพประกอบ
พระมารดาแห่งไหมไทย
ภาพพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
(ภาพจาก “Her Majesty Queen Sirikit The Queen Mother” โดย เว็บไซต์ Thaisilk Directory, 2026, (https://thaisilk-directory.com/index.php?pageID=8&l=en)
เหรียญในรูปคือเหรียญที่ระลึกในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบของสมเด็จพระราชินีในปี 2535 ที่เรียกกันทั่วไปว่า “เหรียญไหม” เพราะข้าราชบริพารที่ได้รับพระราชทานส่วนใหญ่ มักจะเป็นผู้ที่ถวาย งานเกี่ยวกับเรื่องผ้าไหมที่เป็นหมวดงานหลักของมูลนิธิศิลปาชีพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นต่อพสกนิกรชาวไทย ทรงตระหนักและทรงให้ความสำคัญในการสร้างอาชีพเสริม เพื่อแก้ปัญหาความยากจน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแก่พสกนิกร สนับสนุนอาชีพทางด้านหัตถกรรมไหมลวดลายต่าง ๆ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2513 พระองค์มีพระราชนิยมเรื่องการใช้ผ้าไทย ทรงงานด้านหม่อนไหมด้วยพระวิริยอุตสาหะมาโดยตลอด และมีพระราชดำริว่า สมควรจะมีหน่วยงานหลักที่จะรับผิดชอบ ดูแลการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รักษาพันธุ์ไหมพื้นเมืองซึ่งมีเอกลักษณ์ของไทย การย้อมสีธรรมชาติ ตลอดจนสนับสนุนการทอผ้าไหมไว้อย่างครบวงจร ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม ทอผ้าไหม ได้มีอาชีพที่ยั่งยืน มีรายได้พึ่งพาตนเองได้
พ.ศ. 2545 คณะกรรมาธิการหม่อนไหมระหว่างประเทศ (International Sericultural Commission: ISC) ได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลหลุยส์ปาสเตอร์ (Louis Pasteur Awards) แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะที่ทรงเป็นผู้ที่ศึกษาพัฒนาและทำคุณประโยชน์ยิ่งต่อวงการหม่อนไหมไปสู่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก พร้อมกับจัดงานกาลาดินเนอร์ถวาย ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล และในปี 25550 พระราชทานสัญลักษณ์นกยูงไทยเป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้รวมหน่วยงานที่มีภารกิจด้านหม่อนไหม ขอพระราชทานจัดตั้งสถาบันที่ชื่อว่า สถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ในวันที่ 11 สิงหาคม 2548 และด้วยพระเกียรติคุณอันเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการหม่อนไหมทั้งในประเทศและต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมทั้งพสกนิกรชาวไทยต่างน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงพร้อมใจกันถวายพระสมัญญาแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 ในฐานะ “พระมารดาแห่งไหมไทย”
เหรียญไหม และเหรียญเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ พุทธศักราช 2535
เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและน้อมเกล้าฯ ถวายความจงรักภักดี ในมหามงคลสมัยที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ (60 พรรษา) ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2535 กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง (ประกาศใช้ 30 กรกฎาคม 2535) จัดสร้างเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกซึ่งเป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระพักตร์ของพระองค์แบบเดี่ยวมีทั้งที่เป็นเหรียญกษาปณ์ในราคา 2 บาท 5 บาท เหรียญเงินแท้ 600 บาท และเหรียญพระราชทานที่รู้จักกันในชื่อว่า “เหรียญไหม” เป็นเหรียญที่จัดสร้างขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อพระราชทานแก่ข้าราชบริพาร ผู้ทำคุณประโยชน์ และผู้ชนะเลิศการประกวดผ้าไหมในโครงการศิลปาชีพ
เหรียญไหม” หรือเหรียญพระราชทาน ภปร. สก.
ความละเอียดของลวดลายมีการปั้นแบบที่เน้นรายละเอียดของ “ฉลองพระองค์ชุดไทย” และ “ตราสัญลักษณ์” ที่มีความซับซ้อนของลายกนกและเส้นสายที่อ่อนช้อย เทคนิคที่ใช้ในการผลิตเหรียญปี 2535 ถือเป็นยุคที่การผลิตเหรียญของไทยมีความก้าวหน้ามากโดยมีการใช้กระบวนการขัดเงา ในรุ่นพิเศษ (เนื้อทองคำและเนื้อเงิน) จะใช้เทคนิคการปั๊มแบบ “ขัดเงา” ทำให้พื้นเหรียญมีความเงาวาวเหมือนกระจก ตัดกับลวดลายที่เป็นเนื้อทราย เพิ่มความมิติและความสวยงาม มีการจัดสร้างทั้งเนื้อทองคำ (ความบริสุทธิ์ 90%), เนื้อเงิน (ความบริสุทธิ์ 92.5%) และเนื้อนิกเกิล
ด้านหน้า : กลางเหรียญมีพระบรมรูปสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงกะบังหน้า ทรงสร้อยพระศอและฉลองพระองค์ชุดไทยประยุกต์ ทรงสายสะพายและดาราแห่งเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์
ด้านหลัง: กลางเหรียญมีอักษรพระนามาภิไธยย่อ “สก” ภายใต้พระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตร 7 ชั้น) ด้านบนมีอักษร มหามลคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ และด้านล่าง 12 สิงหาคม 2535 ประเทศไทย
ครึ่งศตวรรษแห่งการราชาภิเษกสมรส
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พระอิสริยยศขณะนั้น) ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 ณ วังสระปทุม แม้ในช่วงเวลาดังกล่าวจะยังไม่มีการจัดทำเหรียญที่ระลึก แต่ในช่วงระยะเวลาใกล้ ๆ กันมีการจัดทำล็อกเก็ตที่ระลึกพระรูปคู่ ซึ่งสั่งผลิตจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยความประณีตของฝีมือการผลิตในสมัยนั้น
ในปี 2543 กรมธนารักษ์ได้จัดทำเหรียญที่ระลึกครบรอบ 50 ปีราชาภิเษกสมรส เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่ทั้งสองพระองค์ ขนาดประมาณ 3×3 เซนติเมตร
เหรียญที่ระลึกรางวัลอาหารปลอดภัยจากองค์การอนามัยโลก
เหรียญที่ระลึกรางวัลอาหารปลอดภัยจากองค์การอนามัยโลก ปี 2548 เป็นเครื่องสะท้อนถึงเกียรติคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการทุ่มเทพระพละกำลังกาย ทรงงานด้านการพัฒนาอาชีพและความเป็นอยู่ของประชาชนมาอย่างยาวนาน โครงการพัฒนาอาชีพเสริมของพระองค์ช่วยให้เกษตรกรในชนบทมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ต้องขายที่ดิน ไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน สามารถพัฒนาวัตถุดิบทำกินของตนมาแปรรูปเป็นอาหารต่าง ๆ ผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง
เหรียญที่ระลึกจากองค์กรต่าง ๆ
ธนาคารแห่งประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2485 ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางของประเทศท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวนจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมี พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย เป็นผู้ว่าการพระองค์แรก เหรียญที่ระลึกครบรอบ 50 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2535 ปรากฏพระบรมฉายาลักษณ์พระพักตร์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พระอิสริยยศขณะนั้น) เป็นภาพคู่กัน

