พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

บทที่ 18 คำประกาศราชสดุดี และการเฉลิมพระเกียรติพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาญาณ
ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณ พระปัญญาคุณ กอปรด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ยังผลเป็นความเจริญก้าวหน้า และความมั่นคงแก่ประเทศชาติ และปวงพสกนิกรชาวไทย อีกทั้งเป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศ ด้วยพระ อัจฉริยภาพและพระปรีชาญาณ ตลอดจนการที่ทรงเป็นแบบอย่างแห่งการใฝ่รู้เป็นนิจอันเป็น คุณสมบัติแห่งบัณฑิตในพระองค์ท่านอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาฯ 

ทรงพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ

ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งองค์กรต่างๆ ล้วนชื่นชมและสดุดีในพระเกียรติคุณ ความรอบรู้และความลึกซึ้งถึงองค์รวมแห่งวิชาการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ว่าทรงพระปรีชา ในศาสตร์ทุกแขนง อาทิเช่น สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วิจิตรศิลป์และประยุกต์ศิลป์ นิติศาสตร์ สังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ การบริหารพาณิชยศาสตร์และธุรกิจ การสื่อสารมวลชน วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ แพทยศาสตร์ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง และเกษตรศาสตร์ เป็นต้น อันทบวงมหาวิทยาลัยได้ประมวลคำประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในโอกาสที่มหาวิทยาลัย และสถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ปริญญากิตติมศักดิ์ ตั้งแต่เริ่มรัชสมัย (พ.ศ.2493) จนถึงปีกาญจนาภิเษก (พ.ศ.2539) และทบวงมหาวิทยาลัยได้จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในมหามงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในเรื่อง “ จดหมายเหตุคำประกาศสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ” มีความตอนหนึ่ง ซึ่งเขียนโดย ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน (2539 : 5-13) ว่า

“… ฉะนั้น การที่ทบวงมหาวิทยาลัยได้นำคำประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณทางวิชาการ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ มารวบรวมไว้ ณ ที่เดียวกันจึงเป็นการจารึกให้เป็นหลักฐานของประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาไทยตลอดไป เพื่อประโยชน์แห่งการศึกษาถึงพระอัจฉริยภาพ พระปรีชาญาณ และพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านต่อไป โดยเฉพาะสำหรับประชาชนไทยในอนาคตที่จะได้เข้าใจและมั่นคงในศรัทธาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันจะนำไปสู่การมีหลักยึดเหนี่ยวร่วมกัน ซึ่งจะเป็นรากฐานแห่งความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงของประชาชาติไทยตลอดไป …”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นครูในรายการพระราชทาน ศึกษาทัศน์ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2543

สาขาวิชาศึกษาศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงชี้ว่า การศึกษาเป็นปัจจัยในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติและคุณธรรมของบุคคล อีกทั้งการศึกษาจะต้องนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้ การศึกษาเช่นนี้ย่อมจะต้องหมายเอาการคิดอย่างเป็นระบบมีเหตุผล การเรียนรู้จากการกระทำจริง การศึกษาวิจัยหรือการวิเคราะห์ โดยจะต้องไม่มองแคบเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เช่น เทคโนโลยีและวัตถุ ต้องให้มองทุกๆ ด้านควบคู่กันไปด้วยทั้งในด้านสังคมและจิตใจ

เพื่อให้เกิดความสุขสมบูรณ์อย่างแท้จริง แก่ประชาราษฎร์ กล่าวคือ การศึกษานั้นนอกจากจะต้องศึกษาอย่างรอบด้านแล้ว ยังจะต้องมีเป้าหมาย ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ส่วนรวมของประเทศชาติ ยิ่งไปกว่านั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงย้ำว่าความรู้ที่มีอยู่นั้น จะต้องมีวิธีการถ่ายทอดให้แก่ประชาชนเยี่ยงครูกับศิษย์ โดยมิได้ย่อท้อต่อปัญหา และอุปสรรคใดๆ ซึ่งพระองค์ท่านทรงปฏิบัติให้ปรากฏแก่สายตาของพสกนิกรอยู่เป็นนิจ

ดังนั้นพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จึงทรงเปี่ยมด้วย “ ความรู้ ” และทรงใช้หลักวิชาสาขาศึกษาศาสตร์เพื่อการปฏิบัติงาน อย่างลึกซึ้ง และที่สำคัญ “ ทรงกระตุ้นเตือนและบำรุงขวัญของผู้มีอาชีพครู ให้รู้สึกภาคภูมิใจในเกียรติและหน้าที่ ” เสมือนทรงมีพระราชประสงค์ที่จะแสดงให้เห็นว่าการรักษา “ ครูที่ดี ” ไว้คือการรักษาความรู้และการถ่ายทอดความรู้ให้คงอยู่ตลอดไป

สาขาวิชามนุษยศาสตร์

มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาล้วนตระหนักถึงพระราชปณิธานใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างในการธำรงรักษ์ภาษา ทรงตระหนักว่า “ ภาษาเป็นเอกลักษณ์ ของความเป็นชาติ และเป็นรากฐานของสรรพวัฒนธรรมไทย ” กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นตัวอย่างของการรักษา “ ภาษาไทย ” ให้คงอยู่อย่างถูกต้อง ด้วยการทรงใช้ภาษาไทยอย่างมีพระอัจฉริยภาพ และพระปรีชาญาณในงานพระราชนิพนธ์เรื่องต่างๆ ด้วยทรงมีพระราชดำริว่าการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง นอกจากจะเป็นการรักษาภาษาไทยไว้แล้ว ยังเป็นการสะท้อนถึงความเจริญงอกงามทางวัฒนธรรมของชนในชาติไทยอีกด้วย จึงเป็นการสมเหตุสมผลที่มหาวิทยาลัยจะประกาศพระเกียรติคุณของพระองค์ท่านว่า “ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้สร้าง ผู้อุปถัมภ์ และผู้มีคุณูปการยิ่งต่อภาษาไทย 

สาขาวิจิตรศิลป์และประยุกต์ศิลป์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงแสดงพระปรีชาสามารถในงานศิลปะทุกแขนง โดยเฉพาะจิตรกรรม และดนตรี ภาพเขียนฝีพระหัตถ์แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางศิลปะอันมีแบบอย่าง เป็นส่วนพระองค์โดยเฉพาะ อันเป็นที่ชื่นชมไม่เฉพาะแก่พสกนิกรชาวไทยเท่านั้น แม้แต่ชาวต่างประเทศที่ ได้มีโอกาสเห็นผลงานศิลปะของพระองค์ ล้วนแต่ยืนยันในข้อสรุปแห่งความจริงนี้เช่นกัน บทเพลงจำนวนมากที่ทรงพระราชนิพนธ์ ไว้ตั้งแต่พระชนมายุเพียง 18 พรรษา ได้ฉายแสงแห่งพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีของพระองค์อย่างเด่นชัด

พระปรีชาสามารถในงานศิลปะ
ตัวอย่างบทเพลงพระราชนิพนธ์ “ พรปีใหม่ ”

เพลงพระราชนิพนธ์ดังกล่าว มหาวิทยาลัย และสถาบันอุดมศึกษาต่างร่วมกันยกย่องสรรเสริญว่า “ เป็นบทเพลงที่ทรงคุณค่า และพระราชนิพนธ์ด้วยพระปรีชาสามารถพิเศษ ด้วยความวิจิตรบรรจง ทรงคุณค่าในเชิงศิลปะชั้นสูง และเป็นเพลงที่ทันสมัยตลอดเวลา ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงริเริ่มให้มีการวิจัยเกี่ยวกับ ดนตรีไทยในด้านปัญหาความแตกต่างระหว่างบันไดเสียง ของเครื่องดนตรีไทยต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อวิชาการดนตรีไทยในปัจจุบัน “ นอกจากวิชาการดนตรีไทย พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถ ในหลักวิชาการดนตรีสากลอย่างลึกซึ้ง และกว้างขวางอีกด้วย ” ดังที่มหาวิทยาลัยประกาศพระเกียรติคุณว่า ทรงเป็นนักดนตรีที่เชี่ยวชาญการบรรเลงเครื่องดนตรีเกือบทุกชนิด ทรงได้รับการถวายการยกย่องว่า ทรงเป่าโซปราโนแซกโซโฟนได้ดีที่สุดในประเทศไทย ทรงเป็นนักประพันธ์เพลง นักแยกและเรียบเรียงเสียงประสานที่ทรงพระปรีชาสามารถอย่างสูง

สาขาวิชานิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาตระหนักถึง พระปรีชาญาณในหลักวิชานิติศาสตร์อันเป็นที่ประจักษ์ชัด ดังพระบรมราโชวาท และพระราชดำริอันมีความลึกซึ้งในหลักปรัชญาของนิติศาสตร์ ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานไว้ อาทิเช่น ทรงแยกก ฎ หมายเป็นเครื่องมือเพื่อการรักษาความยุติธรรม ฉะนั้นผู้รักษากฎหมายจะต้องเข้าใจความหมาย ของความยุติธรรม ไม่ใช่การสรุปว่าก ฎ หมายกับความยุติธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามหลักนิติธรรม ทรงดำรงอยู่ในหลักแห่งทศพิธราชธรรมในการปกครองประเทศ ดังที่มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาถวาย การยกย่องว่า “ ทรงเป็นสัญลักษณ์ในการผดุงความเที่ยงธรรม และสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ในภาวะวิกฤตทุกครั้งตลอดมาอย่างแท้จริง ”

เสด็จพระราชดำเนินเยือนศาลสถิตยุติธรรม

ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาญาณด้านนิติศาสตร์นี้ พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาททั้งปวงที่พระราชทานแก่นักกฎหมายในวาระต่างๆ จึงได้เป็นต้นแบบแห่งการสร้างแนวปรัชญากฎหมายที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย อีกทั้งทรงตักเตือนแนะนำ และชี้แนวอันควรดำเนินสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านกฎหมายมาโดยตลอด “ จึงอาจกล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าพระทัยอย่างลึกซึ้งในหลักแห่งกฎหมายและการใช้กฎหมาย เพื่อทำให้เกิดความยุติธรรมในสภาพสังคมที่เป็นจริง 

สาขาวิชาสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยในเรื่อง “ การพัฒนา ” มาโดยตลอด ในด้านการพัฒนาชนบทนั้น การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภูมิภาค อันเป็นพระราชกรณียกิจมา โดยสม่ำเสมอเป็นเวลาช้านาน ได้เป็นไปเพื่อทรงสดับตรับฟังปัญหา และทรงแก้ไขปัญหาของราษฎร มหาวิทยาลัย และสถาบันอุดมศึกษาเคยประกาศ ราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณ ของพระองค์ท่านด้านการพัฒนาสหกรณ์

เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร เพื่อทรงสดับตรับฟังปัญหาด้วยพระองค์เอง และทรงแก้ไขปัญหาของราษฎร

จากการที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้การสหกรณ์ตั้งอยู่บนรากฐานของการช่วยตนเอง และช่วยซึ่งกันและกัน อันเป็นหลักและวิธีการสหกรณ์ที่แท้จริงที่เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจ จารีตประเพณี และวัฒนธรรมของประชาชนชาวไทยอีกด้วย สำหรับหลักการพัฒนานั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้น “ การพึ่งตนเองเป็นสำคัญ ” และการพัฒนาจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ด้วยการ “ ยกระดับและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ” ทรงพระปรีชาสามารถเป็นเลิศทางรัฐประศาสโนบาย ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจตามราชประเพณี ยังผลให้อาณาประชาราษฎร์ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขถ้วนหน้า โครงการตามพระราชดำริทุกโครงการล้วนแล้วแต่เกิดจากการวิเคราะห์ปัญหาที่แท้จริง ที่พระองค์ท่านได้ทรงสดับตรับฟังจากราษฎรด้วยพระองค์เอง เป็นโครงการที่ตั้งอยู่บนรากฐานการวางแผนระยะยาวซึ่งผสมผสานการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน แนวพระราชดำริและโครงการทั้งหลายจึงประกอบด้วยทฤษฎีและแนวคิดในเรื่องการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมทั้งวีธีการปฏิบัติ และแนวทางการดำเนินงาน จนยังให้เกิดผลสำเร็จลุล่วงตามพระราชประสงค์ได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงความสำคัญของ “ คน ” ต่อการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาทั้งปวง จึงได้พระราชทานแนวพระราชดำริเรื่องคุณสมบัติของคนและการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อช่วยให้คนสามารถกระทำการตามทฤษฎีหรือแนวคิดได้สำเร็จจริง ซึ่งนับเป็นพระอัจฉริยภาพในพระองค์ ที่ทรงสามารถเข้าพระทัยในพฤติกรรมของคนได้อย่างน่าอัศจรรย์

สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน

มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาถวายการยกย่องแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ว่าทรงเป็น “ นักนวัตกรรมทางการสื่อสาร ” ในฐานะที่ทรงเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยการคิดค้นทฤษฎีใหม่ๆ ที่ทรงสร้างขึ้นจากบริบทไทย ทรงมีวิธีการที่จะสื่อสารให้เข้าถึงกระแสจิตของคนไทยทุกเพศ ทุกวัย ทุกชนชั้นอย่างไร้พรมแดน พระองค์ทรงประยุกต์ใช้การสื่อสารเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่มหาชนด้วยทรงศึกษา และรู้จักกลุ่มชนผู้รับสารอย่างลึกซึ้ง ทรงสร้างและพัฒนา “ ข่าวสาร ” โดยทรงเลือกใช้สื่อให้เหมาะสม และเข้าถึงผู้รับสารอย่างมีประสิทธิผล ให้บรรลุตรงเป้าหมายของการสื่อสารอย่างแท้จริง

สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 “ ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถในการคิดค้นหาเหตุ และผลเพื่อหาทางแก้ปัญหาที่พระองค์ทรงพบ จากการเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง ตามลักษณะของนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ” อาทิ การขยายพันธุ์ปลานิล การคัดเลือกพันธุ์ข้าว การผสมเทียมปลากะโห้ การใช้ผักตบชวากำจัดน้ำเสีย รวมทั้งการที่ทรงตั้งห้องปฏิบัติการด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและงานวิจัยด้านอื่นๆ ในพระราชฐาน พระราชกรณียกิจเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึง “ ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ ” ของพระองค์ และที่สำคัญคือ ระเบียบวิธีการวิทยาศาสตร์ที่ทรงใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาและค้นหาหนทางและวิธีปฏิบัติเพื่อการแก้ปัญหานั้น ย่อมเป็นแบบอย่างให้แก่บรรดาคณาจารย์และนิสิตนักศึกษา ที่จะได้น้อมนำไปปฏิบัติตามต่อไป

สาขาวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์

มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษา ต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทรงนำข้อมูลสถิติมาประยุกต์ในการพัฒนาประเทศเพื่อยกระดับ และพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรให้ดีขึ้น ทรงตะหนักถึงความสำคัญของข้อมูล ทรงรวบรวมข้อมูลและสถิติด้วยพระองค์เอง ภาพที่พสกนิกรของพระองค์คุ้นเคยเจนตาและเจนใจ คือภาพที่พระองค์ทรงจดบันทึกและเพิ่มเติมข้อมูลในแผนที่ท้องที่นั้นๆ ของพระองค์

ทรงสอบถามข้อมูลจากราษฎร จดบันทึก และเพิ่มเติมข้อมูลในแผนที่ของแต่ละท้องที่

จนกล่าวกันว่า “ แผนที่ของพระองค์มีข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด ” ในด้านการใช้คอมพิวเตอร์ “ ทรงทดลองและใช้คอมพิวเตอร์ด้วยพระองค์เอง ทรงใช้คอมพิวเตอร์ในการทรงพระอักษร ทรงมีพระราชอุตสาหะอันแรงกล้า ในการสร้างโปรแกรมอักษรเทวนาครีที่ยุ่งยากซับซ้อน ให้สำเร็จได้ภายใน เดือน ” ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพระปรีชาสามารถด้านคอมพิวเตอร์ของพระองค์

สาขาวิชาแพทยศาสตร์และวิชาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนโดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชน เป็นเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยเอื้ออาทร ในสุขและทุกข์ของราษฎรทุกหมู่เหล่า ถ้าจะกล่าวว่า “ ความเจ็บไข้ได้ป่วย ” ของประชาชนเป็นความห่วงใยของพระองค์ท่านก็คงจะไม่ผิด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยเรื่องการศึกษา การค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาวิชาการด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ อาทิเช่น “ ทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ในแขนงต่างๆ โดยพระองค์เองและจากแพทย์ในขอบเขตที่สามารถพระราชทาน ความคิดเห็นในทางปฏิบัติได้อย่างดีเยี่ยม 

นอกจากนี้ยังทรงสนับสนุนการสร้างบุคลากรด้านการแพทย์ในสาขาต่างๆ ให้ได้รับการศึกษาในระดับสูงในต่างประเทศเพื่อจะได้นำความรู้วิชาการ และประสบการณ์ที่ดีจากต่างประเทศกลับมาเผยแพร่และศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในประเทศด้วย การที่ทรงก่อตั้ง “ มูลนิธิอานันทมหิดล ” เพื่อพระราชทานทุนแก่อาจารย์แพทย์ไปศึกษาวิจัยต่อ ณ ต่างประเทศเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 ได้บังเกิดคุณประโยชน์มหาศาลแก่การแพทยศาสตร์ของประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนมาก เพื่อสนับสนุนกิจการด้านการแพทย์ เช่นพระราชทานทุนการศึกษา ทุนเพื่อการค้นคว้าวิจัย ทุนเพื่อการผลิตวัคซีน ทุนเพื่อสร้างอาคารในโรงพยาบาล พระราชทานเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ ทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์หลวง หน่วยแพทย์พระราชทาน หน่วยทันตกรรมพระราชทาน ทรงรับผู้ป่วยหนักไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ เป็นต้น

ทำให้กล่าวได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงสร้างคุณอันอเนกอนันต์ในด้านการแพทย์ แก่วงการศึกษาด้านแพทยศาสตร์และสาธารณสุขของประเทศ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งการเสียสละให้แก่บุคลากรแพทย์ทั้งปวง โดยเฉพาะแก่บุคลากรของมหาวิทยาลัย และสถาบันอุดมศึกษาที่จะได้น้อมนำไปปฏิบัติตามเพื่อเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท

สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์

สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์เป็นสาขาวิชาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยอย่างกว้างขวาง และทรงศึกษาวิจัยด้วยพระองค์เองอย่างจริงจังตลอดมา “ ทรงพระราชอุตสาหะนำหลักวิทยาศาสตร์ มาทรงวิจัยค้นคว้า และปรับปรุง ส่งเสริมให้ราษฎรผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมได้มีเครื่องมือ และเครื่องใช้อันสะดวกและก้าวหน้า มีคุณภาพเหมาะสมแก่สภาพของบ้านเมืองไทย ” จนอาจกล่าวได้ว่าเครื่องจักรกลเพื่อการเกษตร ตั้งแต่เครื่องทุ่นแรงในการทำนา เครื่องสีข้าวระบบแรงเหวี่ยง “ ปิ่นแก้ว ” จนถึงการทำฝนเทียม ล้วนแต่ทรงมุ่งช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีสภาพการเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย วิชาความรู้ด้านวิศวกรรม ทั้งสิ้น วิศวกรรมศาสตร์สาขาชลประทานเป็นอีกสาขาหนึ่งที่ทรงทุ่มเทพระราชอุตสาหะ เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ราษฎรของพระองค์ เช่น ทรงวางแผนและพระราชทานพระราชดำริ ในการสร้างงานชลประทานขึ้นในท้องถิ่นต่างๆ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และการขาดแคลนน้ำทรงมีพระราชดำริ และติดตามผลงานที่ให้กรมชลประทาน

ก่อสร้างงานชลประทานขนาดกลางและขนาดเล็กในรูปแบบต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของสภาพท้องถิ่น เช่น การทดน้ำ การระบายน้ำ อันยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่เกษตรกร ในท้องถิ่นต่างๆ ได้มีน้ำใช้อุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูก ขจัดความแห้งแล้ง ช่วยเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น มีอาชีพมั่นคง โดยได้ “ ทรงรับเป็นวิศวกรที่ปรึกษาโครงการชลประทานตามพระราชดำริ ” และในด้านวิศวกรรมสำรวจและแผนที่ “ ทรงเป็นนักสำรวจและเชี่ยวชาญการใช้แผนที่อย่างแท้จริง ” ทรงพระปรีชาสามารถในการอ่านแผนที่อย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน แผนที่ที่ทรงใช้มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ซึ่งทรงตัดต่อด้วยพระองค์เองถึง 9 ระวาง

ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วภูมิภาคของประเทศจะทรงนำแผนที่ไปด้วยทุกครั้ง ทรงจัดเตรียมตัดต่อแก้ไขให้แผนที่ถูกต้องสมบูรณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการวางแผน นอกจากนี้ยังทรงสนพระทัยและใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจทรัพยากร ดาวเทียมอุตุนิยมและข้อมูลสนาม และ “ ในด้านวิศวกรรมสื่อสารและไฟฟ้า ” ทรงแตกฉานทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ ทรงซ่อมแซมและปรับเครื่องวิทยุด้วยพระองค์เอง พระราชทานข้อสังเกตเกี่ยวกับคุณลักษณะการแผ่กระจายคลื่นอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยมีพระราชประสงค์ที่จะทรงใช้ระบบสื่อสารเพื่อความรวดเร็ว ในการติดต่อประสานงาน ในอันที่จะช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุข ประชาชนได้ทันท่วงที ในด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม “ ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถในการพระราชทาน พระบรมราชวินิจฉัย และพระราชดำริในด้านการอนุรักษ์ และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยทรงยึดหลักการใช้วิทยาการที่เหมาะสม มีความเป็นไปได้ และประหยัด อีกทั้งหลีกเลี่ยงการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเป็นสำคัญ ” ทรง “ ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย หรือกังหันน้ำชัยพัฒนา ” อันเป็นผลงานที่มีขั้นตอนและการประดิษฐ์ในระดับที่สูงกว่าสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งสภาวิจัยแห่งชาติได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลผลงานคิดค้น หรือสิ่งประดิษฐ์ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติประจำปี 2536 รางวัลที่ 1 และกังหันน้ำชัยพัฒนานี้ยังได้รับการจดสิทธิบัตรอีกด้วย ทั้งหมดที่กล่าวนี้เป็นเพียงตัวอย่างของพระอัจฉริยะภาพและพระปรีชาสามารถในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษานำมาประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณ

สาขาวิชาเกษตรศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 “ ทรงแก้ไขปัญหาของเกษตรกรโดยการค้นคว้า และทดลองทางการเกษตร ” ทรงนำผลการค้นคว้าวิจัยและทดลองไปทำแผนปฏิบัติการ ช่วยเหลือเกษตรกร ทรงจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศเพื่อเป็นศูนย์สาธิตการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ และเป็นศูนย์กลางการอบรมวิทยาการการเกษตรแบบใหม่ ทรงแสดงให้เห็นถึงการนำพื้นที่ที่มีศักยภาพต่ำ ในการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทรงใช้ความรู้สหวิชาการในด้านต่าง ๆ ในการสร้างปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาการเกษตร โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งน้ำ ทรงนำความรู้และเทคโนโลยีไปเผยแพร่ถ่ายทอดสู่เกษตรกร อีกทั้งทรงแสดงให้เห็นถึงตัวอย่างของความสำเร็จ ในการพึ่งตนเองของราษฎรในชนบทภายใต้สภาพการณ์ต่างๆ กัน การศึกษาค้นคว้าและวิจัยด้านการเกษตร ของพระองค์ทรงเริ่มตั้งแต่การศึกษาวิธีการพัฒนาที่ดิน พัฒนาแหล่งน้ำ การฟื้นสภาพป่า จนถึงการวางแผนการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา

กังหันน้ำชัยพัฒนา
ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

นอกจากงานด้านวิชาการแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเสริมสร้างขวัญ และกำลังใจของเกษตรกร โดยทรงมีพระราชดำริให้มีการฟื้นฟูพระราชพิธี พืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ทำให้ชาวนาเกิดขวัญและกำลังใจในการประกอบอาชีพ อีกทั้งทำให้มีการกระจายข้าวพันธุ์ดีไปสู่แปลงของชาวนา

จากสาขาวิชาต่างๆ ที่มหาวิทยาลัย และสถาบันอุดมศึกษานำขึ้นมาประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ดังที่ได้นำมาสรุปโดยย่อข้างต้นนี้ เป็นเครื่องยืนยันถึงความมั่นใจ ของบรรดามหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาของประเทศ และการเทิดทูนในพระอัจฉริยภาพ และพระปรีชาญาณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในสาขาวิชาการต่างๆ อย่างกว้างขวาง และในหลายสาขาวิชาทรงศึกษาค้นคว้าลงไปในรายละเอียดเพื่อค้นหาทั้งองค์ความรู้ในเรื่องนั้น และการประยุกต์ความรู้ดังกล่าวเพื่อการแก้ไขปัญหาของประชาชน ซึ่งมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาพึง จะได้น้อมนำไปเป็นแนวทางดำเนินชีวิตและวิถีแห่งการปลูกสร้างปัญญา ของตนเพื่อประโยชน์แห่งปวงชนทั้งผอง

บทสรุป
คำประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาษนำมาแสดงให้ปรากฏในโอกาสทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์สาขาต่างๆ พอจะรวมเข้าเป็นประเด็นสำคัญที่ควรแก่การนำมากล่าวในบทสรุปนี้คือ

1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงรอบรู้ทางวิชาการในสาขาวิชาต่างๆ อย่างกว้างขวางดูเหมือนจะไม่มีสาขาวิชาใดเลยที่พระองค์มิได้ทรงสนพระทัยและใฝ่ศึกษา และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นในสาขาวิชาใดที่พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้า พระองค์จะ ทรงศึกษา ให้เข้าพระทัยอย่าง ถ่องแท้ถึงแก่นของวิชา นั้น ด้วยความจริงนี้ คราวใดที่พระองค์พระราชทานแนวพระราชดำริเรื่องใดก็ตามเพื่อแก้ไขปัญหา แนวพระราชดำริดังกล่าวจะสอดคล้องกับหลักแห่งวิชาของเรื่องนั้น พร้อมทั้ง ทรงประยุกต์ หรือใช้หลักแห่งวิชานั้นให้บังเกิดผลในเชิงปฏิบัติได้อย่างน่าอัศจรรย์ ผลแห่งการประยุกต์หรือใช้วิชาของพระองค์ท่านเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพ และพระปรีชาญาณในสาขาแห่งวิชาสาขานั้นๆ

2. การศึกษาวิชาการในสาขาวิชาใดก็ตาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงสนับสนุนให้นำหลักแห่งวิชาสาขา ต่างๆ มาใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ ทั้งนี้ด้วยพระปัญญาอันประเสริฐที่ทรงสามารถแยกแยะปัญหา หรือเรื่องราวต่างๆ ได้ว่า มีขอบเขตของสาระครอบคลุมหลักแห่งวิชาในสาขาใดบ้าง ในหลายกรณีท รงเห็นว่าการเข้าสู่ปัญหาด้วยการใช้หลักของสหวิชาการเป็นสิ่งจำเป็น เช่น การพัฒนาชนบท จะทรงแสดง การนำหลักแห่งวิชาสาขาต่างๆ มาประกอบกันเข้าเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบ ด้วยตรรกะเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงแสดงให้เห็นว่า ปัญหาของประเทศชาติมีความสลับซับซ้อน และความยุ่งยากจนไม่สามารถ จะใช้เพียงหลักวิชาสาขาใด สาขาหนึ่งเข้าแก้ไขให้สำเร็จได้ ฉะนั้นการศึกษาในสาขาวิชาใดก็ตามจำเป็นที่จะต้องศึกษาสาขาวิชาอื่นประกอบด้วย จึงจะทำให้สามารถใช้สาขาวิชาที่ศึกษาให้เกิดประโยชน์ได้แท้จริง

3. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงแสดงให้เห็นเสมอว่า นักศึกษาเรียนวิชาความรู้ในเรื่องใดก็ตามจะถือว่า สำเร็จในเกณฑ์แห่งปริญญาบัตรไม่ได้ ถ้าผู้นั้นยังไม่สามารถนำหลักแห่งวิชาความรู้นั้นไปสู่การปฏิบัติ ให้เกิดผลของการแก้ปัญหาหรือการพัฒนาในความเป็นจริงได้ การใช้วิชาความรู้หรือทฤษฎีกับการปฏิบัติเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ ฉะนั้น ความรู้หรือวิชาการที่แท้จริง สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะต้องเป็นความรู้หรือวิชาการที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความสามารถในการนำหลักวิชาการไปสู่การปฎิบัติจนเกิดผลสำเร็จ เป็นคุณสมบัติสำคัญยิ่งประการหนึ่งของ “ บัณฑิต ” ระดับอุดมศึกษา

4. การศึกษาทางวิชาการจนสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้สำเร็จยังคงไม่สามารถเป็นหลักประกันของการเป็น “ ปัญญาชน ” หรือ “ บัณฑิต ” เพราะการนำวิชาการไปสู่การปฏิบัติอาจจะกระทำเพียง เพื่อผลประโยชน์ เฉพาะคนเท่านั้น หรือเพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายที่ไม่ดีที่เป็นอกุศลได้ ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จึงทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งแก่ “ จริยธรรมและศีลธรรม ” ของผู้ใช้วิชาความรู้ กล่าวคือ การใช้วิชาความรู้ให้เกิดผลดีโดยสมบูรณ์จะต้องเป็นการใช้วิชาความรู้ที่มุ่งดีมุ่งเจริญต่อทั้งตนเองและส่วนรวม หากวิชาความรู้ขาดซึ่งจริยธรรมและศีลธรรมกำกับแล้ว ย่อมจะกลายเป็นวิชาความรู้ที่อันตราย และล่อแหลม อย่างยิ่ง จนอาจกล่าวได้ว่าสภาวะที่มีวิชาความรู้สูงแต่ขาดจริยธรรม  และศีลธรรมแล้วย่อม เป็นอันตรายกว่า สภาวะที่ด้อยวิชาความรู้มากนัก ฉะนั้น วิชาความรู้จึงยังมิใช่คุณภาพที่เบ็ดเสร็จในตัวเอง แต่ต้องเป็นคุณภาพที่จะสนองตอบต่อจุดหมายที่ดีงาม และนี่คือภารกิจสำคัญที่มหาวิทยาลัย และสถาบันอุดมศึกษาจะต้องระลึกและตระหนักถึงตลอดเวลา

5. นอกจากวิชาความรู้ในสาขาต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยแล้ว พระองค์ท่านยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์แห่งสาขาวิชาเหล่านั้นมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรงสนับสนุนการสร้างบุคลากรทางวิชาที่มีคุณภาพสูง ด้วยการพระราชทานทุนการศึกษาต่อต่างประเทศให้แก่คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษา

ด้วยทรงตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างบุคลากรทางวิชาการให้มีคุณภาพเท่าเทียมกับอารยประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ทรงเป็นแบบอย่างทั้งในด้านวิชาการ และพระวิริยะอุตสาหะ ที่จะนำวิชาการไปใช้ให้เกิดประโยชน์โดยแท้จริง ด้วยการนำหลักวิชาไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จ รวมทั้งพระราชทานขวัญกำลังใจแก่บรรดานักวิชาการที่จะอดทนต่อปัญหาอุปสรรคต่างๆ อันเกิดจากการศึกษาค้นคว้าวิจัยในทุกสาขาวิชาจนสามารถบรรลุเป้าหมายแห่งการศึกษา นั่นคือการใช้วิชาความรู้ให้เกิดผลสำเร็จที่ดีงามอย่างแท้จริง

พระเกียรติยศด้านวิชาการในทุกสาขาวิชาที่ปรากฏแก่มหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษาและพสก – นิกรทั้งปวง อาจกล่าวโดยรวมได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแสดงให้ปรากฏและเกิดผลจริงอันเป็นแบบอย่างแก่ “ บัณฑิต ” ทั้งหลายคือ “ การเข้าถึงแก่นแท้ของวิชา และการนำวิชาความรู้ไปใช้ก่อประโยชน์ ให้เกิดแก่ประชาชน สังคม และประเทศชาติ เพื่อความเจริญก้าวหน้า และความมั่นคงของประเทศชาติในที่สุด …”

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานนามแก่มหาวิทยาลัย และมีความชื่นชมโสมนัส เทิดทูนในพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาญาณในสาขาวิชาต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังนั้น ในปีพ.ศ.2515 และ พ.ศ.2534 มหาวิทยาลัยได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่พระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ดังรายละเอียดต่อไปนี้

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2 ครั้ง คือ

1. วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2515 ในวันพระราชทานปริญญาบัตร ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์กิตติมศักดิ์ (ในขณะนั้นยังเป็น 3 วิทยาเขต และ มหาวิทยาลัยฯ ได้รับพระราชทานนามว่า สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตธนบุรี)

2. วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2534 ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดนิทรรศการเทคโนโลยี ครั้งที่ 6 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ สถาบันฯ ได้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยได้เรียบเรียงคำประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติใน 2 วาระ ดังนี้

คำกราบบังคมทูลฯ ถวายสดุดีพระเกียรติคุณ
แห่ง
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ
ในวโรกาสทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาวิศวกรรมศาส ต รดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2515
____________

ขอเดชะฝ่าละอองธุรีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

วาระนี้ย่อมเป็นมหามงคลพิเศษ เพราะเป็นปฐมฤกษ์ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระเมตตาเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ ณ ที่นี้ ต่างซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าในนามของ บรรดาผู้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัย ขอให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน เป็นร่มเกล้าของชาวไทยสืบไปชั่วจีรกาล

พระมหากรุณาธิคุณแห่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทต่อชาวไทยนั้น เหลือล้นพ้นจะพรรณนาได้ครบถ้วน ทรงปกครองแผ่นดินโดยทศพิธราชธรรม และโดยพระปรีชาญาณอันสุขุมคัมภีรภาพในทุกๆ ด้าน เพื่อให้บังเกิดความสุขความเจริญแก่ประชาราษฎร์ทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะได้ทรงใช้พระปรีชา สามารถทางวิทยาการ ตลอดระยะเวลาที่ทรงบำเพ็ญพระราโชบายส่งเสริมการดำเนินอาชีพของราษฎร ที่ยังต่ำต้อยหรือล้าหลังให้ก้าวหน้ามั่นคงขึ้น เห็นประจักษ์จากการที่ทรงพระราชอุตสาหะ นำหลักวิชาวิศวกรรมศาสตร์มาทรงวิจัยค้นคว้า

และปรับปรุงส่งเสริมให้ราษฎรผู้ประกอบอาชีพ ทางเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ได้มีเครื่องมือเครื่องใช้อันสะดวกและก้าวหน้ามีคุณภาพเหมาะสม แก่สภาพของบ้านเมืองไทย และด้วยวิธีการประหยัดทางเศรษฐกิจอยู่เสมอมิได้ขาด  ที่ซาบซึ้งยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดสำหรับเกษตรกรไทยก็คือ พระบรมราชานุเคราะห์ในการทำฝนเทียมเพื่อ ขจัดทุกข์ร้อนของชาวไร่ชาวนา ทรงปรับปรุงและประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรงในการทำนา มีอาทิ เครื่องสูบน้ำ เครื่องเรือหางกุดสำหรับสูบน้ำเข้านา เครื่องปลูกข้าว สีข้าว นวดข้าว ตลอดจนเครื่องจักรผลิตนมผง และอุปกรณ์อื่นๆ อีกมาก ล้วนแล้วแต่ทรงคุณประโยชน์แก่การครองชีพของราษฎรทั้งสิ้น

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายทราบเกล้าทราบกระหม่อมอยู่ถนัดชัดเจนว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระราชกังวลห่วงใยในทุกข์สุขของชนไทยทั้งประเทศยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด มีพระราชประสงค์ใคร่จะทรงทราบถึงความเป็นไป ของประชาชนทุกหมู่เหล่าอยู่ทุกพระราชอิริยาบท ฉะนั้นด้วยพระปรีชาสามารถในทางวิชาการวิทยุสื่อสาร ทุกข์สุขของราษฎรไม่ว่าใกล้ หรือไกลเพียงใดย่อมถึงพระเนตรพระกรรณได้ทันท่วงที และทรงเร่งแผ่พระเมตตาบารมีดับทุกข์พสกนิกร ผู้เคราะห์ร้ายให้บรรเทาเบาบางลง และด้วยเหตุที่ทรงสนพระราชหฤทัยในวิชาวิทยุสื่อสาร สถานีวิทยุ อ.ส. ในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน จึงอุบัติขึ้น โดยพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้กระจายเสียง ดนตรีและความรู้ทั้งทางโลกทางธรรม พระราชทานแก่ราษฎรให้เป็นสุข โดยทั่วหน้ากันอยู่ทุกวันนี้ ทั้งนี้พระเดชพระคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่ชาวไทยอย่างหาที่สิ้นสุดมิได้

อนึ่ง ในด้านการรักษาความปลอดภัยของประเทศชาติเล่า นอกไปจากพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทาน แก่เหล่าทวยหาญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันเอกราชของชาติแล้ว ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทยังทรงคิดค้น ดัดแปลงอุปกรณ์ และอาวุธหลายอย่างให้ทันสมัย พระราชทานแก่ทหารและตำรวจอยู่เนืองๆ ดังกองทัพเรือไทยได้ต่อเรือยนต์รักษาฝั่งขึ้น ใช้เองตามแบบรูปที่พระราชทาน เฮลิคอปเตอร์ของตำรวจก็ได้รับ พระราชทานปืนกลเบายิงด้วยระบบไฟฟ้า อันเป็นแบบที่ทรงพระราชดำริ นับเป็นระบบการยิงอย่างใหม่สำหรับประเทศไทย

พระบรมราชานุเคราะห์ในด้านการอาชีวศึกษาแก่ผู้เจ็บป่วยพิการและผู้ยากไร้ให้ได้เรียนรู้ฝีมือช่างเบื้องต้น ไว้ประกอบอาชีพ และกระแสพระราชดำรัสซึ่งสำแดงถึงการตระหนักพระราชหฤทัย ในความสำคัญของช่างอุตสาหกรรมว่ามี ต่อชาติบ้านเมืองเพียงใดนั้น พาให้บรรดาข้าพระพุทธเจ้าและผู้มีอาชีพช่าง มีจิตปลาบปลื้มอย่างล้นเหลือในพระเมตตาต่อช่างอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดกำลังใจที่จะประกอบการงาน สนองพระเดชพระคุณเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติจนสุดกำลัง

วยประการฉะนี้ จึงในมหามงคลสมัยซึ่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธาน ณ ท่ามกลางพิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งนี้ คณะกรรมการสภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าร่วมด้วยคณะอาจารย์และนักศึกษา ขอรับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความสำนึกในพระปรีชาสามารถ และแห่งความจงรักภักดีของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ทั้งจะเป็นเกียรติประวัติและสิริมงคลอันสูงสุดแก่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า และแก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายตลอดไปชั่วกาลนาน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

คำประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ
ในวโรกาสที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทูลเกล้าฯ ถวาย
ปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ณ อาคารใหม่สวนอัมพร
วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2533
_____________

ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

ด้วยสภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2533 วันที่ 13 สิงหาคม 2533 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม โดยที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถ ในการพระราชทานพระราชวินิจฉัยและพระราชดำริในด้านการอนุรักษ์ และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยทรงยึดถือหลักการเลือกใช้วิทยาการที่เหมาะสม มีความเป็นไปได้ และประหยัด อีกทั้งให้หลีกเลี่ยงการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเป็นสำคัญ

นับตั้งแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติปกครองแผ่นดินโดยธรรมมาตลอดระยะเวลา 45 ปี ท่ามกลางปัญหาความผันผวนของธรรมชาติ ความแห้งแล้ง และความทุกข์ยากของราษฎรในบางท้องที่ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมิได้ทรงย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาเพื่อความอยู่ดีกินดีของพสกนิกร แต่เนื่องจากปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และมีผลต่อสุขภาพ อนามัย เศรษฐกิจ และการพัฒนาทุก ๆ ด้าน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นจากการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ของประชากร การหลั่งไหลของประชากรจากชนบทเข้าสู่ตัวเมืองใหญ่ การจัดการการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไม่ถูกต้อง
ทำให้ป่าไม้ แร่ธาตุ เชื้อเพลิง หมดเปลืองไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการสร้างอุตสาหกรรม และการนำเทคโนโลย ีมาใช้โดยไม่คำนึงถึงผลสะท้อนที่จะตามมาในรูปแบบ ของความเสื่อมโทรมทางคุณภาพของสิ่งแวดล้อม
เช่น น้ำเสีย น้ำเน่า ดินเสีย อากาศเป็นพิษ ป่าไม้ต้นน้ำลำธารถูกทำลาย ปัญหาเหล่านี้มีในประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งมิใช่สิ่งที่จะแก้ไขในระยะเวลาอันสั้นได้ ทั้งต้องอาศัยความเข้าใจและการร่วมแรงร่วมใจจากทุกๆ ฝ่าย แต่ด้วยพระเมตตาบารมีและพระราชหฤทัยแน่วแน่ที่จะทรงขจัดทุกข์บำรุงสุขของอาณาประชาราษฎร์ จากการที่ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร ณ จังหวัดต่างๆ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงศึกษาปัญหาข้อเท็จจริงและอุปสรรคต่างๆ ได้พระราชทานความรู้ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางสิ่งแวดล้อม ทรงแนะนำราษฎร ได้พระราชทานข้อคิดแก่รัฐบาลและผู้ดำเนินตามรอยพระยุคลบาทในโครงการต่างๆ ให้รู้จักใช้ทรัพยากร ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด โดยมีผลกระทบกระเทือนต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ดังจะเห็นได้จากโครงการพระราชดำริพอสรุปได้เป็น 3 ด้าน คือ ด้านทรัพยากรแหล่งน้ำ ด้านทรัพยากรที่ดิน และด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น

ด้านทรัพยากรแหล่งน้ำ ซึ่งนับว่าเป็นงานที่มีความสำคัญ และมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศที่เป็นประเทศเกษตรกรรม ได้ทรงมีแนวพระราชดำริให้ส่วนราชการต่างๆ นำไปพิจารณางบโครงการและดำเนินการหลายประเภทด้วยกัน ได้แก่ การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก และอุปโภคบริโภค การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรักษาต้นน้ำลำธาร การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการผลิตไฟฟ้า การระบายน้ำออกจากที่ลุ่ม และการบรรเทาอุทกภัย ได้ทรงให้หลักปฏิบัติและวิธีการดำเนินการซึ่งได้ทรงพัฒนา ถึงความเหมาะสมเกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศ สภาพแหล่งน้ำ ด้านเศรษฐกิจ และสังคมอย่างถี่ถ้วน

โครงการกำจัดน้ำเน่า น้ำเสีย ด้วยวิธีเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่ได้รับจากกระบวนการสังเคราะห์แสง การใช้พืชเป็นตัวดึงเอาสารละลายมลพิษบางอย่างไปใช้เป็นอาหารธาตุ ซึ่งนับว่าเป็นวงจรที่ให้ประโยชน์ไปถึงสัตว์น้ำในบริเวณนั้น ทรงแนะนำให้ศึกษาปลาบางชนิดที่นำมาเลี้ยง เพื่อช่วยกำจัดน้ำเสียได้

จากปัญหาที่เกิดน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในบางปี จนก่อให้เกิดภาวะน้ำเน่าเสียได้ทรงมีพระราชดำริให้ทำการถ่ายเทน้ำในคลองสายต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อมิให้เกิดสภาพเน่าเสีย ซึ่งเมื่อมีการหมุนเวียนน้ำอยู่ตลอดเวลา จะสามารถช่วยบรรเทาความรุนแรงของการเน่าเสียได้ อีกทั้งทรงแนะนำให้มีการจัดให้มีพื้นที่สีเขียว นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯ ให้พัฒนาบึงมักกะสันขึ้นเป็นแหล่งกำจัดน้ำเสียตามธรรมชาติ และใช้เป็นที่รองรับน้ำเสียจากที่ต่างๆ โดยใช้ผักตบชวาเพื่อแก้ปัญหาน้ำเน่าในบริเวณที่ต่ำเป็นแอ่งไม่สามารถระบายได้ ผักตบชวานี้จะทำหน้าที่ดูดซับความเน่าเสียให้มีความเจือจางลง

ได้มีการศึกษาวิเคราะห์พบว่าประเทศไทยในปัจจุบัน มีการเผาไหม้ไม่ว่าจะเป็นถ่าน ถ่านหิน น้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนการเผาป่าทำลายป่า ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 100 ล้านตันต่อปี จึงได้ทรงมีพระราชดำริเรื่องการปลูกป่า โดยการวิจัยคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่มีขีดความสามารถในการดูดกลืนก๊าซคาร์บอนไซด์สูง เพื่อช่วยลดปริมาณก๊าซชนิดนี้ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นการลดอัตราอันตรายที่จะเกิดจากผลเรือนกระจกที่ทำให้บรรยากาศร้อนขึ้นจนทำให้น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลาย ส่งผลถึงปริมาณน้ำในทะเลที่จะสูงมากขึ้น จนอาจเกิดน้ำท่วมตามพื้นที่ชายฝั่งของประเทศต่างๆ ได้ สิ่งนี้ย่อมแสดงให้เห็นน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยมิใช่แต่เพียงประชาชนชาวไทย หากแต่ยังทรงมีต่อมวลมนุษยชาติทั้งโลกอีกด้วย

ปัญหาเรื่องดินเสื่อมคุณภาพ ขาดธาตุอาหารในดิน ดินแตกระแหงจนไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้อีกต่อไป ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงแนะให้เกษตรกรทดลองการใช้วิธีการธรรมชาติสร้างความสมดุล ของสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้น เช่น ให้มีการปลูกไม้ใช้สอยร่วมกับการปลูกพืชไร่ ซึ่งจะช่วยให้พืชไร่อาศัยร่มเงาของไม้ใช้สอย และได้รับความชุ่มชื้นจากดิน สามารถให้ผลผลิตสูง

นอกจากนั้นยังมีโครงการปรับปรุงฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยใช้เศษวัสดุเหลือจากการเพาะปลูกและการผลิตทางเกษตร ตลอดจนมูลสัตว์นำมาหมักเป็นปุ๋ย เพื่อเพิ่มผลผลิตทางเกษตรกรรม ซึ่งแนวทางการดำเนินงานตามพระราชดำริดังกล่าวได้พัฒนาเรื่อยมา ในโครงการพัฒนาชนบทได้ทรงเน้นความสามารถในการพัฒนา ได้อย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาต่อไปได้อย่างสม่ำเสมอ

ส่วนในบริเวณที่ภูมิประเทศเป็นทิวทัศน์สวยงามเหมาะแก่การจัดเป็นอุทยาน หรือวนอุทยานแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับสวนสัตว์เปิด มีการสงวนพันธุ์เพาะพันธุ์สัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์ ทั้งยังทรงศึกษาเกี่ยวกับการป้องกันไฟป่า โดยการใช้ระบบความชื้น

ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงสนพระราชหฤทัยในปัญหาเกี่ยวกับแหล่งต้นน้ำลำธารถูกทำลาย ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการแสวงหาแหล่งน้ำ การสร้างอ่างเก็บน้ำและการสร้างฝายน้ำธรรมชาติ เพื่อกักเก็บน้ำให้มีใช้เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกในท้องที่ที่แห้งแล้ง เช่น ที่อำเภอหุบกระพง จังหวัดเพชรบุรี อำเภอส่องดาว อำเภอวาริชภูมิ และอำเภอสว่างแดนดินในเขตจังหวัดสกลนคร

โครงการพระราชดำริต่างๆ เพื่อมุ่งการพัฒนาแนวใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาแบบผสมผสานครบวงจร โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป ซึ่งแนวทางการพัฒนาที่กล่าวถึงนี้ได้รับพระราชทานก่อตั้ง “ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ” ขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณเป็นอเนกประการ พระราชกรณียกิจที่ทรงประกอบเพื่อประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง และความเป็นเลิศในพระอัจฉริยะ สภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและสนองพระมหากรุณาเชิดชูพระปัญญาสามารถ อีกทั้งเพื่อเป็นเกียรติประวัติอันสูงส่งแก่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สืบไป

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

พระราชกณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรั พยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

ในปี พ.ศ.2538 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติได้เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญอะกลิคอลา

พระราชพิธีทูลเกล้าถวายเหรียญ “ อะกริคอลา 

เมื่อปี ค.ศ.1995 ณ วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2538 ได้ มีพระราชพิธีทูลเกล้าถวายเหรียญ “ อะกริคอลา ” เพื่อ เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 โดย องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ)

“ อะกริคอลา” เป็นคำภาษาละติน หมายถึงเกษตรกรซึ่งเป็นผู้ที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติมุ่งส่งเสริมภาวะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น เอฟเอโอผลิตเหรียญประเภทนี้ขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่บุรุษที่ประสบความสำเร็จในด้านการเกษตร และการพัฒนาชนบท รวมทั้งเป็นผู้ที่มีส่วนสนับสนุนให้มี “ อาหารเพื่อชนทั่วหน้า ” อันเป็นวัตถุประสงค์ของเอฟเอโอ โดยการนำภาพของบุคคลที่องค์การฯ ยกย่องมาปรากฏ บนเหรียญและจำหน่ายเหรียญนั้นไปทั่วโลกเป็นการประกาศเกียรติคุณของบุคคลนั้นให้แพร่หลายทั่วไป

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ซึ่งตระหนักดีถึงพระวิริยะอุตสาหะ ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงปฏิบัติตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ เพื่อบรรเทาทุกข์ของผู้ยากจนในชนบท ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้นำในการพัฒนาเกษตรกรรมและการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติที่บุคคลอื่นๆ ควรปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นโครงการตามพระราชดำรินับพันโครงการ หรือการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริ ล้วนแล้วแต่มีจุดมุ่งหมายที่จะปรับปรุงการทำมาหาเลี้ยงชีพและคุณภาพชีวิตของชาวชนบท เอฟเอโอเคยได้รับเกียรติเข้าร่วมกิจกรรมในพระราชดำริหลายโอกาส เริ่มจากการที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาการประมงเข้าเฝ้าราว 40 ปีมาแล้ว จากนั้นองค์การฯ ได้ร่วมมือโดยตรงกับโครงการ ตามพระราชดำริหลายโครงการในหลายแห่งในประเทศ และในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

จากการที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าว เอฟเอโอ จึงมีความเลื่อมใสและศรัทธา ในองค์พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของเรา ดังนั้น จึงจัดทำเหรียญอะกริคอลาขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติในวโรกาส ที่ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี โดยองค์การอาหารและเกษตร มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ทั่วโลก ได้รับทราบถึงการที่เอฟเอโอ ตระหนักถึงคุณค่าของพระราชกรณียกิจอันสูงส่งของกษัตริย์พระองค์นี้ ผู้ทรงมีอุดมคติเดียวกับเอฟเอโอ อันเห็นได้จากความห่วงใยที่ทรงมีต่อความเป็นอยู่ของชาวชนบทที่ด้อยโอกาส และพระวิริยะอุตสาหะอันต่อเนื่องในการพัฒนาการเกษตร

บุคคลที่ เอฟเอโอ เคยนำรูปมาจารึกบนเหรียญอะกริคอลาในอดีต มีอาทิ ประธานาธิบดีบวน ญี ซึ่งนำประเทศโคตดิวัวร์ไปสู่อิสระภาพ และสนับสนุนให้ชาวนารายย่อยเพิ่มผลผลิตพืชเศรษฐกิจ และพืชอาหาร จนทำให้ประเทศโคตดิวัวร์เป็นประเทศหนึ่งที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศแอฟริกา ประธานาธิบดีซูฮาร์โต เพื่อสดุดีการที่ประเทศอินโดนีเซียบรรลุผลสำเร็จในการพึ่งตนเองในเรื่องข้าว และ นายมิกกี้ เลแลนด์ อดีตประธานคณะกรรมการของสภาสูงสหรัฐว่าด้วยความหิวโหย ซึ่งบุคคลผู้นี้ได้ต่อสู้เพื่อให้ผู้หิวโหย ได้รับอาหาร เขาเสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก ในขณะที่ไปเยี่ยมผู้ลี้ทุพภิกขภัยในเอธิโอเปียฯลฯ

สำหรับเหรียญ อะกริคอลา ที่เอฟเอโอจัดทำขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรตินี้ มี พระบรมฉายาสาทิศลักษณ์ ปรากฎบนด้านหนึ่ง ทรงถือกล้องถ่ายรูปและแผนที่ ซึ่งเป็นภาพที่เจนตาของพสกนิกรชาวชนบท ของพระองค์และมีคำจารึกเป็นภาษาอังกฤษว่า

เหรียญ อะกริคอลาทองคำ

“ KING BHUMIBOLADULYADEJ THAILAND-GOLDEN JUBILEE OF HIS MAJESTY’S REIGN ” (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 แห่งประเทศไทยกับกาญจนาภิเษกของพระองค์) อีกด้านหนึ่งจะมีพระบรมฉายาสาทิศลักษณ์ประทับ อยู่ในนาข้าวกลางชาวนา  ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ของพระองค์ในจิตใจชาวไทยที่ตระหนักดีว่า ทรงเป็นผู้นำที่ใกล้ชิดกับประชาชน พร้อมคำจารึกว่า “ SUSTAINABLE DEVELOPMENT FOR A SECURE FUTURE ” ด้านล่างเป็นคำ ว่า FAO ROME 1945-1995 แปลว่า “ การพัฒนาแบบยั่งยืนเพื่ออนาคตอันมั่นคง ” ซึ่งสะท้อนถึงพระราชดำริว่าเกษตรกรควร ได้รับความช่วยเหลือให้พัฒนาตนเองแบบยั่งยืน เพื่อพึ่งตนเองได้ในที่สุด นอกจากนี้คำจารึกว่า “ เอฟเอโอ ค.ศ.1945-1995” ก็เพื่อเป็นที่ระลึกการครบรอบ 50 ปี แห่งการก่อตั้งองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ

จิตรกรผู้ออกแบบเหรียญอะกริคอลาในครั้งนี้ทางเอฟเอโอ ก็เลือกจิตรกรไทย คือ อาจารย์นนทิวรรธน์ จันทนะผลิน คณบดีคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์นนทิวรรธน์ ใช้เวลาในการออกแบบอยู่ประมาณ 2 เดือน แต่ก็ไม่ใช่ว่าออกแบบเสร็จแล้วจะทำได้เลย ต้องนำกราบบังคมทูลฯ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ให้ทรงวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง เมื่อแบบที่ร่าง เป็นที่พอพระราชหฤทัยแล้ว ทาง เอฟเอโอ จึงจะนำไปจัดสร้างขึ้นได้ ในเรื่องของแนวความคิดที่นำมาร่างเป็นแบบที่เห็นบนเหรียญอะกริคอลานี้ อาจารย์นนทิวรรธน์ เปิดเผยว่า เมื่อจัดทำเหรียญวางคอนเซ็บต์ (Concept) ไว้ 2 ด้าน ด้านแรกที่เป็นพระบรมฉายาสาทิศลักษณ์ของพระองค์ท่าน การออกแบบอยู่ในคอนเซ็ปต์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านส่วนใหญ่ทรงงานเพื่อประชาชน ทรงทุ่มเทชีวิต ให้กับความอยู่ดีกินดี ของชาวไทย

เสด็จพระราชดำเนินไปทุกหนทุกแห่งเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ ประชาชนชาวไทย สิ่งที่พระองค์นำติดตัวไปก็มีกล้องกับแผนที่เป็นอุปกรณ์ทรงงานซึ่งรวมเอาเรื่องราวทุกอย่างของพระองค์ท่านไว้ พระบรมฉายาสาทิศลักษณ์บนเหรียญ จึงเป็นพระบรมฉายาสาทิศลักษณ์ที่ทรงถือกล้องกับแผนที่ ถ้าเอาเฉพาะพระบรมฉายาสาทิศลักษณ์ที่เป็นรูปเหมือนธรรมดา อาจจะไม่สามารถสื่อความหมายอะไรได้เพราะ พระมหากษัตริย์ของไทยไม่ได้อยู่นิ่งเฉย

ด้านที่ 2 เป็นพระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเข้าไปแก้ปัญหากับชาวชนบท จึงใช้คอนเซ็ปต์ที่มีกลุ่มชาวนาไทยห้อมล้อมพระองค์ท่านอยู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ห้อมล้อมด้วยชาวนา มีทั้งกล้องและแผนที่ พระหัตถ์ก็ทรงชี้แนะบางสิ่งบางอย่างอยู่กับกลุ่มชาวนาไทยที่นั่งไหว้น้อมรับ พระราชดำริที่พระราชทาน การไหว้เป็นวัฒนธรรมหนึ่งของสังคมไทย ซึ่งเราก็ต้องการสื่อแสดงถึงวัฒนธรรม และรูปแบบของชาวนาไทยด้วย สังเกตให้ดีจะเห็นว่าชาวนาไทยไม่ผอมเพราะอยู่ดีมีสุข

“ เมื่อผมร่างแบบเสร็จแล้วก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ให้พระองค์ทรงทอดพระเนตรแบบ เมื่อทอดพระเนตรแล้วไม่มีปัญหา ทางเอฟเอโอจึงได้นำแบบดังกล่าวนี้ไปจัดทำขึ้น งานออกแบบชิ้นนี้ รู้สึกเป็นมงคลสุดยอดแห่งชีวิตของผมเลยที่ได้ มีโอกาสรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในกิจการที่เราสามารถทำได้ ผมรู้สึกภูมิใจมากกว่างานศิลปะทุกชิ้น ที่ทำมาเพราะงานเหล่านั้นเราก็ทำ เพื่อความต้องการของเราที่เราอยากจะทำ แต่สำหรับการออกแบบครั้งนี้ เราทำเพื่อเทิดทูน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก และเป็นพระมหากษัตริย์ของเราชาวไทยอีกด้วย ตัวผมเองก็ได้สั่งจองเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วยเช่นกัน ”

เหรียญอะกริคอลาสำริด

เหรียญอะกริคอลา ที่จัดทำขึ้นครั้งนี้มีทั้ง ทอง เงิน และสำริด ( บรอนซ์ ) เหรียญเงินและเหรียญสำริด มีขนาดเดียวคือเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 ม.ม. แต่เหรียญทองมี 3 ขนาด คือ 50 ม.ม. 28 ม.ม. และ 19 ม.ม. หลังจากได้ทูลเกล้าถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว วันที่ 2 มกราคม พ.ศ.2539 จึงจะเปิดให้บุคคลทั่วไปสั่งจองได้ เอฟเอโอ จะนำผลกำไรจากการจำหน่ายเหรียญอะกริคอลา ไปใช้ในการพัฒนาด้านสังคม และเศรษฐกิจ ของผู้ยากจนในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย

การที่ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำพระบรมฉายาสาทิศลักษณ์มาปรากฏบนเหรียญนี้ เท่ากับทรงช่วยเหลือ ให้ชาวชนบทที่ยากจนได้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่ใช่เพียงในประเทศไทยแต่ทั่วโลก (วารสารรังสิตสารสนเทศ ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน 2539 : 35-37)

คำประกาศสดุดีพระเกียรติคุณ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในวโรกาสที่ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ
เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญอะกริคอลา
ในวันพุธที่ ธันวาคม พ.ศ.2538
_____________

ด้วยความสำนึกในการอุทิศพระองค์เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของพสกนิกรทั้งมวลในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่หว่านไถไร่นาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและดูแลรักษาป่าของชาติ

ด้วยความสำนึกในพระราชปณิธานที่ทรงมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่ออนาคตอันมั่นคง ของประชากรไทยทั้งมวล โดยการพระราชทานพระราชดำริอันบันดาลใจ การสาธิตตัวอย่าง วิธีการและความสำเร็จอันยั่งยืนที่เกิดจากโครงการตามพระราชดำริต่างๆ และจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ ทรงให้จัดตั้งขึ้นในเขตเกษตรกรรมตามสภาพนิเวศน์ต่างๆ ทั่วพระราชอาณาจักร

ด้วยความสำนึกในพระราชประสงค์ที่สร้างความเป็นธรรมในสังคม อันปรากฏเด่นชัดจากพระบรมราโชบาย อันล้ำลึกที่จะให้เกษตรกรมีที่ดินเป็นที่ทำกิน และสงวนรักษาแหล่งที่อยู่ในป่าให้แก่ชุมชน

ด้วยความสำนึกในพระราชดำริริเริ่มและพระวิริยะอุตสาหะในการให้สงวนรักษาน้ำไว้เพื่อสร้าง ความมั่นคงด้านอาหาร การสงวนรักษาพื้นที่ต้นน้ำ และการป้องกันการชะกร่อนของชั้นดิน

ด้วยความสำนึกในพระราชประสงค์ให้เผยแพร่การพัฒนาเกษตรกรรมแบบครบวงจร โดยมีแหล่งน้ำผสมผสานเข้ากับการเพาะปลูก การนำวัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูกมาเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีผลช่วยเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของดิน

ด้วยความสำนึกในพระราชดำริอันยาวไกลและพระราชกรณียกิจเพื่อสงวนรักษาความหลากหลายของพันธุ์พืช อันจำเป็นอย่างยิ่งต่อการแสวงหาอาหารของมนุษยชาติ

ด้วยความสำนึกในพระญานทัศน์ถึงโลกอันปราศจากความหิวโหยและพระราชประสงค์ ที่จะให้พสกนิกรทั่วไทยมีอาหารพร้อมพรั่ง และโภชนาการที่ดี

ด้วยเหตุข้างต้นนี้ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ จึงใคร่ขอพระราชทาน ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญอะกริคอลาแห่งปีคริสต์ศักราชที่ 1995 ณ วันที่ 6 ธันวาคม พุทธศักราช 2538
ในปี พ.ศ.2542 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติได้เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเทเลฟูด

พระราชพิธีทูลเกล้าถวายเหรียญ “ เทเลฟูด ”

ด้วยสำนึกในพระอัจฉริยะภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก นำความปลาบปลื้มมาสู่ประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศอย่างล้นพ้น หากจะกล่าวถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ อาจกล่าวได้ว่าตลอดระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงครองราชย์สมบัติ พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อราษฎรของพระองค์ในทุกท้องที่ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกล สักแค่ไหนก็จะทรงบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ราษฎรของพระองค์อย่างมิทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านวิศวกรรม และที่เห็นว่าทรงกระทำมากที่สุดคือ

นายจาร์ค ดุฟ (Mr. Jacques Diouf) ผู้อำนวยการเอฟ เอ โอ ได้นำเหรียญ “ เทเลฟูด ”
ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2542 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

พระราชกรณียกิจด้านการเกษตร ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าประชาชนคนไทยกว่าร้อยละ 80 อยู่ในภาคเกษตรนั่นเอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทรงพัฒนาการเกษตร และคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรให้ดีขึ้นด้วยการจัดทำโครงการต่างๆ ทุกสาขาครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาสร้างแหล่งน้ำ จัดสรรที่ดินทำกิน ส่งเสริมการประมง การปศุสัตว์ การปลูกพืช ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และแม้ในยามที่บ้านเมืองประสบภัยพิบัติต่างๆ หรือแม้แต่ประชาชนเดือดร้อนเพราะวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ พระองค์ก็มิได้ทรงทอดทิ้งประชาชนของพระองค์ โดยพระราชทานแนว “ พระราชดำริเศรษฐกิจแบบพอเพียง ” เพื่อให้ประชาชนนำไปเป็นแนวทาง ในการดำเนินชีวิตท่ามกลางวิกฤตต่างๆ ภายใต้แนวพระราชดำริดังกล่าวก็ทรงมอบ “ ทฤษฎีใหม่ ” ซึ่งได้ถูกนำไปขยายผลอย่างกว้างขวางในหลายพื้นที่และเห็นผลได้อย่างชัดเจน ทฤษฎีใหม่ หรือเกษตรทฤษฎีใหม่นี้ก็คือ

การจัดแบ่งพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในผืนดินจำนวนไม่กี่ไร่ ให้สามารถผลิตอาหารได้ครบทุกหมู่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วนคือ พื้นที่ส่วนที่ 1 ร้อยละ 30 ขุดสระน้ำไว้เก็บกักน้ำ พื้นที่ส่วนที่ 2 ร้อยละ 30 ใช้ทำนาปลูกข้าว พื้นที่ส่วนที่ 3 ร้อยละ 30 ปลูกผลไม้ ไม้ผลยืนต้น พืชผัก พืชไร่ และสมุนไพร เป็นต้น และพื้นที่ส่วนที่ 4 ร้อยละ 10 เป็นพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนอื่นๆ

พระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อยพระวรกายนี้ นอกจากจะสร้างความประทับใจให้แก่ชาวไทยแล้ว องค์กรระหว่างประเทศยังได้ยกย่องพระองค์และประกาศเกียรติคุณของพระองค์ให้แผ่ขจรไกลไปทั่วโลกอีกด้วย

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO เป็นองค์กรหนึ่งที่ได้ตระหนักถึงพระวิริยะอุตสาหะ และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์โดยเฉพาะการพัฒนาด้านการเกษตรและการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร เพื่อให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีแก่เกษตรกรภายใต้โครงการพระราชดำริ และโครงการพัฒนาการเกษตร อันเป็นที่ทราบดีต่อสาธารณชนอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ จนเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญอะกริคอลา (Agricola) จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติเป็นครั้งแรก

และในปี พ.ศ.2542 เอฟ เอ โอ ได้พิจารณาเห็นสมควรนำเหรียญเทเลฟูดเหรียญแรกขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อเทอดพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมายุครบ 72 พรรษาและเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณของพระองค์ท่านให้ทั่วโลกได้รับทราบถึง พระราชกรณียกิจอันสูงส่งของพระมหากษัตริย์เกษตร ผู้ทรงมีอุดมการณ์ด้านความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งเป็นอุดมการณ์สำคัญที่สอดคล้องกับปรัชญาของเอฟ เอ โอ

อนึ่ง “ เทเลฟูด ” (TeleFood) หรือความมั่นคงด้านอาหาร เป็นโครงการที่ผู้อำนวยการองค์การอาหาร และเกษตรแห่งสหประชาชาติ ( Mr.Jacques Diouf) จัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2539 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ทุกฝ่ายตระหนักและรับรู้ถึงปัญหาความอดยากยากไร้ที่เกิดขึ้นบนโลก และหันหน้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหา จนขณะนี้โครงการเทเลฟูดได้สร้างความมั่นคงด้านอาหาร แก่เกษตรกรผู้ยากไร้ได้โดยตรง ในประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ และ เอฟ เอ โอ ได้พิจารณาจัดทำเหรีญญเทเลฟูดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติและยกย่องบุคคลที่มีส่วนอุทิศ หรือให้ความช่วยเหลือสนับสนุนโครงการ เทเลฟูดขององค์กร เหรียญที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายนั้น ด้านหน้าเป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีกล้องถ่ายรูปคล้องพระศอและดินสอ อยู่ในพระหัตถ์ อันเป็นภาพที่ประชาชนชาวไทยพบเห็นอยู่เป็นประจำขณะเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎร และล้อมด้วยอักษรคำว่า KING BHUMIBOL ADULYADEJ OF THAILAND ด้านหลังเป็นภาพเกษตรกรไทยประกอบกิจกรรมด ้านการเกษตรสาขาต่างๆ ทั้งประมง ปศุสัตว์ ไม้ผล พืชผัก และแหล่งน้ำ อันเป็นพระราชดำริการเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานแก่เกษตรกรเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารในระดับครัวเรือนได้เป็นอย่างดี ล้อมด้วยภาษาอังกฤษคำว่า FOOD SECURITY IN RECOGNITION OF INVALUABLE SUPPORT TO TELEFOOD

การทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญดังกล่าวถือเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าปลาบปลื้มยิ่งนักสำหรับพสกนิกรชาวไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของเราเป็นบุคคลแรกที่ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเทเลฟูดโดย นายจาร์ค ดุฟ (Mr. Jacques Diouf) ผู้อำนวยการเอฟ เอ โอ ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2542 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โดยมีคณะทูตานุฑูตจากประเทศต่างๆ ร่วมแสดงความชื่นชมยินดี และถือได้ว่าเหรียญเทเลฟูด คือสัญลักษณ์แห่งภาพความทรงจำของพระราชกรณียกิจด้านการเกษตร ที่พระองค์ทรงปฏิบัติเรื่อยมา จนได้รับสมัญญานามว่า “ พระองค์ คือ กษัตริย์ผู้สร้างความมั่นคง ด้านอาหารแก่มวลมนุษยชาติ ” อย่างแท้จริง (ปัณจรีย์ ทองเอก, ม.ป.ป. : 1-2)

คำประกาศสดุดีพระเกียรติคุณ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในวโรกาสที่ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ
เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเทเลฟูด
ในวันพุธที่ ธันวาคม พ.ศ.2542
_____________

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงสนับสนุนอย่างแข็งขัน ในความพยายามชนะความอดอยากยากจนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงอุทิศเพื่อความผาสุก ของอาณาประชาราษฎร ในถิ่นชนบทของไทยให้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อเพิ่มพูนผลผลิตทางการเกษตร

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงส่งเสริมให้เกษตรกรไทยสามารถพึ่งตนเอง ได้ด้วยการปรับใช้ทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริ เพื่อการเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากผืนดินอย่างคุ้มค่า โดยเป็นทั้งไร่นาปลูกข้าวและพืชผลอื่นๆ ตลอดจนเลี้ยงสัตว์ขนาดเล็ก เก็บ กักน้ำและเพาะเลี้ยงปลา

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่จะช่วยให้โลกปราศจากความหิวโหย ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์การอาหารและเกษตรเห็นพ้องด้วยอย่างยิ่ง และได้มุ่งมั่นที่จะแสวงหาความร่วมมือ และการสนับสนุนจากสาธารณชนทั่วไป โดยผ่านทางโครงการเทเลฟูด

ด้วยความสำนึกในพระวิริยะอุตสาหะดังกล่าวข้างต้น ซึ่งได้ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ และความคาดหวังที่จะได้ เห็นประเทศไทยก้าวไปสู่ความสำเร็จในสหัสวรรษหน้า องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ จึงใคร่ขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญเทเลฟูดเหรียญแรก ของโลกนี้ แด่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ณ วันที่ 8 ธันวาคม พุทธศักราช 2542

  • 18.1 มหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ตั้งแต่ พ.ศ.2493-พ.ศ.2541 อาทิ
  • 18.2 มหาวิทยาลัยต่างประเทศ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ตั้งแต่ พ.ศ.2502-พ.ศ.2529 ดังนี้
  • 18.3 มหาวิทยาลัย สถาบัน องค์กร หรือหน่วยงานในประเทศไทย ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญ โล่ เกียรติบัตรฯลฯ ดังนี้
  • 18.4 มหาวิทยาลัย องค์กร สถาบัน หน่วยงานในต่างประเทศ หรือระหว่างประเทศ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญ โล่ เกียรติบัตร ฯลฯ                                                ตั้งแต่ พ.ศ. 2507 ถึง พ.ศ. 2543 มีดังนี้

(จากหนังสือจดหมายเหตุคำประกาศสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ทบวงมหาวิทยาลัย) และ วารสารรังสิตสารสนเทศ ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน 2539 : 23-31)