Directories :
ค้นหาจาก Web OPAC
ประเภท
คำค้น
 
HIGHLIGHT SERVICES
3Kings
e-Learning
Science&Tech for Kids
Scientific Game
R&D Journal
New Book
Sufficiency Economy
Customized Service
Book Order Request
Suggestion
Request Library Tour



What's happen @KMUTT Library?


Join us
   

Ask Librarian ให้บริการวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 9.00 - 17.00 น.

   Library Newsletter
   ประชาสัมพันธ์สำนักหอสมุด
   Digital News
   ข่าวสาร และสาระน่ารู้
 


ข่าวสารทั่วไป เทคโนโลยี การศึกษา และงานวิจัย
เลือกปีที่ต้องการ : แสดงรายการของปีที่ 8 (2550)
เลือกฉบับที่ต้องการ : ฉบับย้อนหลัง | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 | 38 | 39 | 40 | 41 | 42 | 43 | 44 | 45 | 46 | 47 | 48 | 49 | 50 | 51 | 52 | 53 |
รายการฉบับที่ 3
ประจำวันที่ 15 มกราคม 2550


ข่าวการศึกษา
อย่าอ้างแต่กฎหมายจับกศน.ยัดใต้สังกัดเขตพื้นที่
ดร.อุทัย ดุลยเกษม คณบดีสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษานอกโรงเรียน กล่าวว่า การจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับสังคมไทย โดยเฉพาะในยุคที่กระแสการเปลี่ยนแปลงเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีความสลับซับซ้อนจนคนในสังคมตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน จึงจำเป็นต้องมีกลไกที่จะช่วยให้คนในสังคมมีโอกาสพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แต่ปัญหาก็คือวันนี้ยังไม่มีกลไกที่รองรับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเอกภาพ ทำให้ความหวังที่อยากให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้หรือสังคมฐานความรู้เกิดขึ้นได้ยาก ขณะนี้เรามีหน่วยงานที่ดูแลการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอยู่แล้ว คือสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) โดยมีหน่วยงานทั้งระดับกลางและระดับพื้นที่มากมาย ขณะเดียวกันก็ มีหน่วยงานอื่นทั้งของรัฐและเอกชนจัดอยู่ แต่เป็นการทำแบบต่างคนต่างทำจึงทำให้การจัดโดยหน่วยงานอื่นขาดความต่อเนื่อง เพราะไม่มีองค์กรใดมาประสานในเชิงนโยบาย และควบคุมคุณภาพการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ทำให้ขาดพลังที่จะผลักดันให้สังคมไทยเป็นสังคม แห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง ตนจึงคิดว่าวันนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมายขึ้นมารองรับการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเสียที โดย กศน.ต้องพลิกบทบาทตัวเองมาเป็นหน่วยประสานงาน ดูแลเชิงนโยบาย ควบคุมคุณภาพ ดูแลงบประมาณแผ่นดินเพื่อให้การจัดการศึกษา 2 รูปแบบนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา : เดลินิวส์ จันทร์ที่ 15 ม.ค. 2550 http://www.dailynews.co.th
"วิจิตร"ห่วงคุณภาพการสอนสั่ง สพฐ.ติวเข้มครูที่จบไม่ตรงสาขา
.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหาร 5 องค์กรหลักเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ได้หารือเรื่องการพัฒนาครูที่สอนไม่ตรงสาขาวิชา เพราะปัจจุบันมีครูของโรงเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษาจำนวนมาก ที่สอนไม่ตรงสาขา เฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ก็มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เนื่องจากโรงเรียนอยู่สภาพขาดแคลนครู โดยเฉพาะครู 3 วิชานี้ จึงต้องให้ครูที่จบสาขาวิชาอื่นๆ ต้องมาสอนแทน เป็นหลักหมื่นคน ซึ่งทำให้การสอนของครูไม่ได้มีคุณภาพเท่าที่ควร เพราะไม่ได้สอนตรงสายที่จบ ดังนั้นจึงได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปสำรวจจำนวนครูที่สอนไม่ตรงสาขาวิชา เพื่อนำข้อมูลนี้ส่งต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ใช้ประสานไปยังสถาบันอุดมศึกษาต่อไป
ทั้งนี้ครูที่ผ่านการอบรม หากสามารถเติมเต็มความรู้ได้ทั้งหมดก็จะได้วุฒิการศึกษาอีกใบ เป็นวุฒิการศึกษาเอกในสาขาวิชาที่เข้ารับการอบรม แต่ถ้าเติมเต็มเป็นบางส่วน ก็สามารถนำใบผ่านการอบรมดังกล่าว มารับเงินค่าวิทยพัฒน์ หรือค่าวิชาชีพ เพิ่มเติมได้
ที่มา : คมชัดลึก จันทร์ที่ 15 ม.ค. 2550 http://www.komchadluek.net
โพลชี้สังคมไทยเชื่อมั่นครูเพิ่มขึ้น
สวนดุสิตโพลได้ทำการ สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 9,449 คน เกี่ยวกับความเชื่อมั่นครูไทย ปี 2549 ตั้งแต่วันที่ 1-15 ม.ค. ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่าดัชนีค่าความเชื่อมั่น ครูไทย ปี 2549 อยู่ที่ 7.64 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน เทียบกับปี 2548 เพิ่มขึ้น 0.10 คะแนน โดยคะแนนที่เพิ่มขึ้นสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ บุคลิกภาพการแต่งกายเหมาะสมกับอาชีพ 8.21 คะแนน การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง 7.98 คะแนน ความทันสมัย/ ทันเหตุการณ์/รู้ข้อมูลข่าวสาร 7.98 คะแนน สำหรับจุดเด่นของครูไทยในปี 2549 ในสายตาของประชาชน 3 อันดับแรก คือ อันดับ 1 เรื่องความขยัน อดทนและเสียสละ/มีความรักและยึดมั่นในวิชาชีพ 30.44% อันดับ 2 พัฒนาตนเองในด้านความรู้ใหม่ๆ/นำเทค-โนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ในการเรียนการสอน 25.65% อันดับ 3 เข้าใจปัญหาสังคมมากขึ้น/กล้าคิด กล้าแสดงออก 13.10% ส่วนจุดด้อยของครูไทย 3 อันดับแรก คือ อันดับ 1 ครูมีจิตสำนึกน้อยลง ขาดคุณธรรม จริยธรรม 20.34% อันดับ 2 ความไม่เข้าใจในตัวเด็ก/ ไม่รับฟังความคิดเห็น 15.02% อันดับ 3 มีเงินเดือนน้อย เป็นหนี้สิน 12.82% นอกจากนี้ ในการสำรวจมีข้อสังเกตเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อครูไทยสูงสุด 3 อันดับแรกคือ อันดับ 1 บุคลิกภาพการแต่งกายที่เหมาะสมกับอาชีพ อันดับ 2 การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และอันดับ 3 รอบรู้ข่าวสาร ส่วน เชื่อมั่นน้อยที่สุด 3 อันดับแรก คือ อันดับ 1 การเป็นหนี้สิน อันดับ 2 การแสดงออกทางอารมณ์ และอันดับ 3 การมีส่วนร่วม การช่วยเหลือชุมชนและสังคม
ที่มา : ไทยรัฐ อังคารที่ 16 ม.ค. 2550 http://www.thairath.co.th
"มหาลัย"ยอมรับไม่เป็นเลิศทุกเรื่องชี้ต้องสร้างเครือข่ายเพื่อร่วมมือกัน
จากการสัมมนาวิชาการเครือข่ายอธิการบดี (UPN) ครั้งที่ 3 ดร.สว่าง ภู่พิพัฒน์วิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) พิบูลสงคราม ในฐานะประธานอธิการบดีกลุ่มมหาวิทยา ลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) กล่าวว่า การพัฒนามหาวิทยาลัยไทยให้เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกนั้น ทางเครือข่ายUPN ควรร่วมกันพิจารณาว่าน่าจะยกระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำกี่แห่งจึงจะเหมาะสม เพราะเราคงไม่สามารถทำให้อุดมศึกษาทั้ง 140 แห่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำได้พร้อมกัน ขณะเดียวกันต้องสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ รวมทั้งให้มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและอาจารย์ซึ่งใน ระดับอาจารย์ อาจเป็นในลักษณะช่วยสอนเสริม 1 ใน 3 ของชั่วโมงการสอนจริง โดยไม่ต้องถึงขั้นย้ายไปสอนเต็มเวลา นอกจากนี้ควรจะมีการผลักดันให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือระดับสาขาวิชาที่แต่ละสถาบันมีความสนใจร่วมกันด้วย รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี ม.แม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า สถาบันอุดมศึกษาทั้ง 140 แห่ง ไม่มีใครเท่ากันในทุกด้าน ซึ่งความหลากหลายไม่ใช่จุดด้อยแต่เป็นความงดงาม ดังนั้นควรค้นหาจุดแข็งของแต่ละสถาบันและสร้างเครือข่ายระดับสาขาวิชาเพื่อพัฒนาร่วมกัน เรื่องใดที่สถาบันเป็นจุดแข็งก็เป็นแกนนำ แต่เรื่องใดไม่ชำนาญก็ขอความช่วยเหลือจากสถาบันอื่นได้ โดยใช้บุคลากรและทรัพยากรร่วมกันและที่สำคัญจะต้องทำลายกำแพงความรู้สึก เพื่อหาวิธีสร้างเครือข่ายในเกิดขึ้นในการปฏิบัติจริงให้ได้
ที่มา : เดลินิวส์ อังคารที่ 16 ม.ค. 2550 http://www.dailynews.co.th
ปลุกเครือข่ายอธิการฯ ร่วมพัฒนาอุดมฯไทย
วันที่ 15 มกราคม ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "อุดมศึกษาไทยและแผนการพัฒนาระยะยาว" ในงานสัมมนาวิชาการเครือข่ายอธิการบดี (UPN) ครั้งที่ 3 เรื่อง "ทิศทางความร่วมมือเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาไทย" ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ว่า ขณะนี้สถาบันอุดมศึกษาเกิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งชิงนักศึกษา จึงต้องกำหนดแผนพัฒนาที่ชัดเจนภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยจะเชิญอธิการบดีจากทุกสถาบันมาร่วมจัดทำ ก่อนที่แต่ละสถาบันจะนำไปพัฒนาสถาบันของตนเองต่อไป ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และนายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้เรียกร้องรัฐบาลให้เกิดความเท่าเทียมกันในการปฏิบัติระหว่างมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน เช่น เรื่องการยกเว้นภาษี แต่เวลาผ่านไปเรื่องต่างๆ ก็เงียบ อย่างไรก็ตาม อีก 2 สัปดาห์ทาง สสอท.จะเข้าพูดคุยกับ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อให้นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
ที่มา : มติชน อังคารที่ 16 ม.ค. 2550 http://www.matichon.co.th
"การจัดการการบิน" หลักสูตร"ป.โท"แรกในไทย
การแข่งขันทางธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่แต่ภายในประเทศเท่านั้น แต่ได้ขยายวงกว้างออกไปยังต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวกับการเดินทางและการขนส่งทางอากาศเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาบริหารจัดการ จึงเป็นที่มาของการเปิดหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการบิน (MBA Aviation Management) โดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่ง ผศ.ดร.อรรณพ ตันละมัย ประธานคณะกรรมการดำเนินงานหลักสูตรบริหารธุรกิจ จุฬาฯ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการผลิตบุคลากรเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจการบิน จึงได้ริเริ่มเปิดหลักสูตรดังกล่าวขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ขณะนี้กำลังเปิดรับสมัครนิสิตเข้าเรียนจนถึงวันที่ 31 มกราคมนี้ ใครสนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร.0-2218-5710
ที่มา : มติชน พุธที่ 17 ม.ค. 2550 http://www.matichon.co.th
เด็กภาคบังคับ ๔ ปีไม่คืบหน้า
ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการศึกษาภาคบังคับของเด็กไทย ว่าหลังจากที่ประกาศใช้ กฎหมายการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี มาแล้วเป็นระยะเวลา 4 ปี แต่ยังมีเด็กที่อายุเข้าเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับตกหล่นไม่ได้รับการศึกษาอยู่ จึงได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ไปสำรวจว่า แต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ยังมีเด็กที่อายุเข้าเกณฑ์แต่ยังไม่ได้รับการศึกษาภาคบังคับอยู่จำนวนเท่าไหร่ และอะไรเป็นอุปสรรคที่ทำให้เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รับการศึกษาภาคบังคับ หากได้ข้อมูลแล้ว จะนำมาใช้วางแผนเพื่อจัดการศึกษาให้เด็กที่อยู่ในเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับทุกคนให้ได้รับการศึกษา ซึ่งหาก ศธ.ไม่สามารถขยายสร้าง โรงเรียนเพิ่มรองรับได้ ก็จะอาศัยข้อมูลดังกล่าวไปหารือกับองค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่นและสถานศึกษาเอกชน ให้ช่วยสร้างโรงเรียนเพิ่มหรือขยายจำนวนรับนักเรียน เพื่อรองรับเด็กที่ตกหล่น รวมทั้งอาจต้องใช้ระบบการศึกษานอกระบบ หรือการศึกษาทางเลือกรองรับเด็กกลุ่มนี้ เช่น การศึกษาที่จัดโดยครอบครัว สถานประกอบ การ หรือการศึกษาที่จัดในรูปศูนย์การเรียน การนำเด็กอายุเข้าเกณฑ์ที่ยังตกหล่นมาเข้าสู่การศึกษาภาคบังคับนี้จะเป็นภารกิจ สำคัญของกระทรวงศึกษาฯ และต้องทำให้สำเร็จให้ได้ มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบถึงเรื่องอื่นๆไปด้วย นอกจากนั้น ได้มอบให้ สพฐ.ไป จัดทำ Mapping โรงเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินของสำนักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ซึ่งมีอยู่กว่า 10,000 แห่ง ที่คุณภาพอยู่ในขั้นโคม่า( ICU) ว่ามีอยู่ที่ใดบ้าง และหากต้องการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนกลุ่มนี้ให้มีคุณภาพดีขึ้น จะต้องทำอย่าง เพราะขณะนี้ เราไม่มี ข้อมูลที่ชัดเจนไว้หารือกับรัฐบาลหรือชุมชน ว่า การยกระดับ โรงเรียนแต่ละแห่งต้องเติมอะไร ต้องใช้เงินเท่าใด
ที่มา : แนวหน้า พุธที่ 17 ม.ค. 2550 http://www.naewna.com/
สพฐ.สุ่มสอบเอ็นทีป.6-ม.3 พร้อมกันทั่วประเทศ13ก.พ.
คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะจัดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวันที่ 13 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่ง สพฐ.สอบนักเรียนทุกคนในระดับ ป.2 ป.5 และ ม.2 และจัดสุ่มสอบทุกโรงเรียนทั่วประเทศใน ระดับ ป.6 และ ม.3 คาดประมาณวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์นี้ จะส่งข้อสอบถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ "มั่นใจว่าการสอบ ป.6 และ ม.3 จะสะท้อนคุณภาพการจัดการเรียนการสอนที่แท้จริงได้ แม้จะเป็นการสุ่มสอบแต่เป็นการสุ่มสอบจากทุกโรงเรียน โดย ป.6 สุ่ม 50% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด 4 แสนคน ส่วน ม.3 สุ่ม 25% หรือ 2.5 แสนคน โดยจะมีประกาศบัญชีรายชื่อนักเรียนที่เข้าสอบในวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ แต่การสอบครั้งนี้ไม่ได้นำผลไปใช้" สพท.บางแห่งต้องจัดสอบนักเรียน ป.6 และ ม.3 ให้ครบทุกคน ซึ่ง สพฐ.จะให้สอบนักเรียนนอกบัญชีรายชื่อในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เพื่อให้ปะปนกับผลการสุ่มสอบ ทั้งนี้ ใช้งบประมาณสำหรับจัดสอบทั้งหมด 80 ล้านบาท
ที่มา : คมชัดลึก พุธที่ 17 ม.ค. 2550 http://www.komchadluek.net
คู่มืออี-บุ๊ค
กรมการปกครองโดยส่วนบริหารและพัฒนาเทคโนโลยีการทะเบียน สำนักบริหารการทะเบียน ออกแบบเวบไซต์ใหม่ที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ที่ต้องการทำบัตรประชาชน และช่วยให้เจ้าหน้าที่ในงานทะเบียนและบัตรประชาชนทำงานสะดวกและรวดเร็วขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่มารับบริการเกิดความพอใจ กับ www.dopa.go.th เวบดังกล่าวยังเป็นแหล่งข้อมูลให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษาค้นคว้า ดาวน์โหลดคู่มือระเบียบกฎหมายทะเบียนและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือสั่งพิมพ์ด้วยตัวเอง ทั้งยังรวมเนื้อหาตั้งแต่ประวัติความเป็นมาของกรมการปกครอง วิสัยทัศน์ โครงสร้างของงาน หรือสนใจจะอัพเดทข้อมูลข่าวสาร ที่นี่ก็มีข่าวสารน่าติดตามทั้งข่าวทั่วไปและข่าวภายในกรม ส่วนผู้ที่มีความเดือดร้อน หรือผู้ที่ต้องการสอบถามปัญหาต่างๆ อย่ารอช้ารีบส่งเรื่องเพื่อให้ทางกรมรับทราบ และนำไปดำเนินการแก้ไขต่อไป ทั้งนี้ ไม่ต้องกลัวว่าข้อมูลจะล้าสมัย เพราะมีเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ตลอดจนมีเวบไซต์เชื่อมโยงในส่วนขององค์กรและเพื่อนบ้าน ภายในเวบยังมีข้อมูลอีกมาก หากอยากรอบรู้เรื่องกรมการปกครองอย่าลืมคลิก เพราะที่นี่รวมเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ไว้รอการค้นหา

ที่มา : คมชัดลึก พุธที่ 17 ม.ค. 2550 http://www.komchadluek.net
จี้ ทปอ.เร่งหาข้อสรุปการจัดสอบ "แอดมิชชั่น" ปี 52
ศ.ดร.ปรัชญา เวสารัชช์ อธิการบดี ม.สุโขทัย ธรรมาธิราช อดีตประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ในการประชุม ทปอ.วันที่ 20 ม.ค.นี้ ที่ จ.เชียงใหม่ จะหารือเรื่องระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือระบบแอดมิชชั่น ปี 2552 ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษา (สทศ.) ในฐานะ ประธานรับฟังความเห็นเรื่องแอดมิชชั่นของ ทปอ. เสนอว่าปีการศึกษา 2552 จะใช้คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมปลาย หรือจีพีเอเอ็กซ์ และคะแนนเฉลี่ยสะสมรายวิชาหรือ จีพีเอ รวมแล้วมีค่าน้ำหนักประมาณ 50% เป็นข้อเสนอที่ไม่ใช่ทิศทางของ ทปอ. คงต้องใช้เวลาหารือนาน และคิดว่าอาจมีความเห็นในทางตรงข้ามเหลือ 10% โดยขณะนี้ความคิดเห็นใน ทปอ.แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ อะไรก็ได้ ส่วนกลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มที่ไม่มั่นใจเรื่องมาตรฐานเกรด และเห็นว่าเกรดเฟ้อ ศ. (พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อดีต เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เคยเสนอรายงานจีพีเอเทียบกับคะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต พบว่าอาจมีโรงเรียนบางแห่งให้เกรดเฟ้อ ทปอ.ควรหาข้อยุติเรื่องแอดมิชชั่น ปี 2552 ให้ได้ภายในวันที่ 20 ม.ค. เพื่อประกาศให้เด็กทราบล่วงหน้า โดยควรตกลงให้ได้ว่าจะใช้คะแนนโอเน็ตน้ำหนักเท่าไร ส่วนตัวเห็นว่า ควรใช้คะแนนจีพีเอน้อย และโอเน็ตเท่าเดิมหรือมากขึ้น.
ที่มา : ไทยรัฐ พฤหัสบดีที่ 18 ม.ค. 2550 http://www.thairath.co.th
สพฐ.มั่นใจสอบช่วงชั้นเห็นผลสัมฤทธิ์การสอน
คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงความพร้อมในการจัดทดสอบเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาทั่วประเทศในวันที่ 13 ก.พ.ว่า ขณะนี้ได้เตรียมการไปพอสมควรแล้ว โดยใช้งบประมาณ 70-80 ล้านบาท และขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดพิมพ์ข้อสอบที่จะใช้สำหรับการทดสอบเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย อย่างไรก็ตามในเร็ว ๆ นี้ตนจะเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินงานให้เข้าใจร่วมกันต่อไป
ในการทดสอบสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 นั้นทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จะใช้วิธีสุ่มทดสอบเด็ก ป.6 และม.3 จากทุกโรงเรียน โดยชั้น ป.6 จะต้องสอบวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ ส่วนชั้นม.3 จะสอบวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษาและภาษาอังกฤษ โดยใช้ข้อสอบ 2 ชุด และการสุ่มจะใช้ระบบเดียวกันทุกโรงเรียน โดยจะบอกล่วงหน้าให้โรงเรียนทราบก่อนการสอบเพียง 1 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้โรงเรียนคัดเฉพาะเด็กเก่งมาเข้าสอบ ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถวัดคุณภาพที่แท้จริงของโรงเรียนออกมาได้ แต่อย่างไรก็ตามทราบว่าบางเขตพื้นที่การศึกษามีความประสงค์ที่จะจัดสอบเด็กนักเรียนชั้นป.6 และม.3 ทุกคน ซึ่งตนก็ได้ประสานไปแล้วว่าหากต้องการจัดสอบทุกคนก็จะต้องดำเนินการในวันต่อไป แต่ทางเขตพื้นที่การศึกษาและทางโรงเรียนจะต้องช่วยสนับสนุนงบประมาณในการจัดสอบด้วย แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าแม้จะเป็นการสุ่มสำรวจแต่เราก็สามารถดูคุณภาพของโรงเรียนได้เช่นกัน
ที่มา : เดลินิวส์ พฤหัสบดีที่ 18 ม.ค. 2550 http://www.dailynews.co.th
กศน.มิใช่การศึกษาขั้นพื้นฐาน
เนื่องจากมีข่าวแพร่สะพัดว่าที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการกลุ่มหนึ่ง กำลังเตรียมการเสนอจะให้ โอนสถานศึกษาสังกัดสำนักงานบริหารการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ไปขึ้นกับเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ ได้เคยมีความพยายามทำมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อ พ.ศ. 2545แต่ไม่สำเร็จเพราะถูกต่อต้านจากฝ่ายต่าง ๆ และรัฐสภาลงมติไม่เห็นด้วย แต่บัดนี้มีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ จึงได้มีการพยายามซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่หากนำเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลยุติธรรม ผู้ดำเนินการอาจมีความผิดฐานจงใจ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในหลายมาตรา ในฐานะที่ข้าพเจ้าเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นอธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียนและรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการมาเป็นเวลาหลายปี จึงขอเรียนเสนอแนะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1. การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ไม่ใช่การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 10 ระบุว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานต้องเป็นการศึกษาที่ “ไม่น้อยกว่าสิบสองปี” แต่ การศึกษานอกโรงเรียนไม่ได้สอนสิบสองปี โดยอาจจะจัดเพียงหนึ่งชั่วโมง 3 วัน หรือ 3 ปี ตามความต้องการของผู้เรียน 2. การศึกษานอกโรงเรียน เป็นการศึกษาตลอดชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขององค์การยูเนสโกแห่งสหประชาชาติในเรื่อง Life Long Education ซึ่งเน้นบริการสำหรับผู้ใหญ่หรือเด็กที่ด้อยหรือพลาดโอกาสในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน คนที่อยากหาความรู้เพิ่มเติมทั้ง ๆ ที่เคยเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานหรืออุดมศึกษามาแล้ว 3. เขตพื้นที่การศึกษามีหน้าที่ดูแลเพียงการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น เพราะเขตพื้นที่การศึกษานั้น ตั้งขึ้นตามมาตรา 37 และ 38 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีหน้าที่กำกับดูแลสถานศึกษาในระบบขั้นพื้นฐาน 12 ปี และระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาเท่านั้น 4. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีงานมากเกินกำลังอยู่แล้ว 5. สถานศึกษาในระบบไม่มีเวลาและไม่เชี่ยวชาญด้านการศึกษานอกโรงเรียน 6. เขตพื้นที่การศึกษามีปัญหาที่แก้ไม่ตกอยู่หลายอย่างแล้ว 7. การยุบกรมการศึกษานอกโรงเรียนไปเป็นหน่วยงานย่อยในสำนักงานปลัดกระทรวง ทำให้ควรเร่งรัดพัฒนาสถานศึกษากศน.ในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่ที่ห่างไกลจากสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 8.ควรเร่งรัดพัฒนาสถานศึกษากศน.ในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่ที่ห่างไกลจากสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 9.ควรเร่งรัดพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน 10.ควรพิจารณาเรื่องการศึกษาของผู้อพยพต่างชาติ เพราะปัจจุบันนี้มีผู้หลบหนีเข้าเมืองจากประเทศใกล้เคียง และมีเด็กที่เกิดใหม่โดยไม่มีสูติบัตรเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่มีสิทธิเข้าเรียนในสถาน ศึกษาขั้นพื้นฐาน
(ข้อคิดเห็นจาก ดร.อาทร จันทวิมล)
ที่มา : เดลินิวส์ พฤหัสบดีที่ 18 ม.ค. 2550 http://www.dailynews.co.th
สทศ.วางมาตรการเข้มสอบ O-NET ปลอดภัย
ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) มีมติให้ใช้คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET ครั้งแรกเท่านั้นในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา สทศ.จึงมีมติที่จะให้นักเรียนสอบ O-NET เพียงครั้งเดียวเช่นกัน แต่ก็มีเด็กบางคนที่ต้องการขอสอบครั้งที่ 2 โดยให้เหตุผลว่าจะนำผลการสอบไปใช้อย่างอื่นที่ไม่ใช่การสอบคัดเลือก สทศ.จึงไม่สามารถจำกัดสิทธิของเด็กได้จึงต้องเปิดให้สอบ ซึ่งจากการรับสมัครสอบ O-NET ปีการศึกษา 2549 มีผู้สมัครประมาณ 350,000 คน ปรากฏว่าในจำนวนนี้เป็นผู้ที่สมัครครั้งที่ 2 ประมาณ 2,700 คน มาตรการรักษาความปลอดภัยในการจัดสนามสอบ O-NET ที่จะมีขึ้นในวันที่ 24-25 ก.พ. ศ.ดร.อุทุมพร กล่าวว่า สทศ.ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับผู้มาสอบทุกคน และเพื่อความสบายใจของผู้ปกครอง สทศ.จึงมีข้อเสนอไปยังสนามสอบต่าง ๆ ว่าหากสนามสอบใดต้องการเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแลก็ให้เสนอเรื่องขึ้นมา เพื่อ สทศ.จะได้จัดสรรเงินให้ไป ส่วนสนามสอบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ทางศูนย์สอบได้ขอให้ สทศ.จัดสรรเงิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยดูความปลอดภัยแล้ว
ที่มา : เดลินิวส์ พฤหัสบดีที่ 18 ม.ค. 2550 http://www.dailynews.co.th
ศธ.เตรียมชงโครงการ "ครูสหกิจ" เสนอคณะรัฐมนตรี
ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศธ. เปิดเผยหลังประชุมร่วมกับประธานคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการ อาชีวศึกษา (สอศ.) คุรุสภา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการ ศึกษา (ก.ค.ศ.) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ว่า หลังจากที่ตนได้เสนอแนวคิดให้ส่งนักศึกษาครูไปฝึกปฏิบัติการสอนในโรงเรียนที่ขาด แคลนครู ซึ่งนอกจากตัวนักศึกษาเองจะได้ฝึกปฏิบัติการตามสอนตามที่หลักสูตรผลิต ครู 5 ปี กำหนดไว้แล้ว ยังช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนครูด้วย ดังนั้น จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องมาประชุมพร้อมกันในวันนี้(18ม.ค.) ผลปรากฎว่า ที่ประชุมต่างเห็นด้วยกับแนว ความคิดของคน และร่วมกันคิดโครงการ "ครูสหกิจ " โครงการนี้จะเป็นการทำงานร่วมกัน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ สกอ. สพฐ.และ สอศ. โดยให้ สกอ.เป็นเซ็น เตอร์ สร้างระบบบริหาร จัดการส่งนักศึกษาครูของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการไปปฏิบัติการ สอนในสถานศึกษาที่ขาดแคลนครูโดยเฉพาะสถานศึกษาในชนบท อย่างน้อยเป็นเวลา 1 ปีการ ศึกษา
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 19 ม.ค. 2550 http://www.bangkokbiznews.com
เทคโนโลยีด้าน "เอเชีย" มาแรง
"เดโมส์" หน่วยงานวิชาการออกรายงานแนะว่า อังกฤษต้องเตรียมพร้อมเข้าสู่โลกแห่งเครือข่ายนวัตกรรมที่โยงใยความคิดและเทคโนโลยีจากหลายแหล่งทั่วโลก โดยต้องดำเนินการทันทีในขณะนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่จีนและอินเดียกำลังพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรม หากไม่เช่นนั้นจะสายเกินไป ภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี อังกฤษต้องหาทางสกัดกั้นไม่ให้โลกถอยหลังกลับไปสู่กระแสชาตินิยมด้านเทคโนโลยี และต้องเเสนอให้ทางการอังกฤษตั้งกองทุน 7,000 ล้านบาท ส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ทุนนักศึกษาเอเชียมาศึกษาต่อที่อังกฤษ ปีละ 200 คน รวมถึงสนับสนุนธนาคารความรู้ เพื่อสร้างฐานที่เปิดกว้างและแบ่งปันกันสำหรับนวัตกรรมโลก ผยแพร่แนวคิดเรื่องสร้างวิธีการสากลในการเข้าถึงนวัตกรรม โดย
ที่มา : ข่าวสด ศุกร์ที่ 19 ม.ค. 2550 http://www.matichon.co.th/khaosod
"วิจิตร"ระงับความร่วมมือ ไทย-สิงคโปร์ด้านศึกษา
ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่ทางการไทยระงับความร่วมมือโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานข้าราชการพลเรือนไทย-สิงคโปร์ (CSEP) อันเนื่องมาจากสิงคโปร์ ยินยอมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์โจมตีการทำงานของรัฐบาลไทยผ่านสถานีข่าวซีเอ็นเอ็น และรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้าพบ ว่า การชะลอความสัมพันธ์ในครั้งนี้ไม่กระทบความสัมพันธ์ด้านการศึกษา แม้เคยลงนามความร่วมมือระหว่างไทย-สิงคโปร์ในด้านต่างๆ เช่น การมอบทุนแก่นักเรียนไทยเพื่อไปศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาและปริญญาตรีที่สิงคโปร์ การจัดทำโครงการโรงเรียนเครือข่ายระหว่างโรงเรียนไทยและสิงคโปร์ การจัดค่ายเยาวชนไทย-สิงคโปร์ นอกจากนี้ จะมีการส่งครูสิงคโปร์มาช่วยสอนภาษาอังกฤษและภาษาจีนในโรงเรียนไทย การจัดหลักสูตรฝึกอบรมและศึกษาดูงานที่สิงคโปร์แก่ผู้บริหารโรงเรียนไทย รวมถึงการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา อุดมศึกษา และการแลกเปลี่ยนนักวิจัย ผู้สอน และนักเรียนในสาขาที่สนใจร่วมกัน ฯลฯ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งทำ สะดวกเมื่อไรก็ทำเมื่อนั้น
ที่มา : คมชัดลึก ศุกร์ที่ 19 ม.ค. 2550 http://www.komchadluek.net


ข่าววิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี
ศึกหุ่นเตะบอลอัตโนมัติ “โรโบคัพ” จุฬาชนะขาด 9-0
การแข่งขันฟุตบอลหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทย 2550 รอบชิงชนะเลิศปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในค่ำวันที่ 14 ม.ค. ณ ลานกิจกรรมไอทีมอลล์ ฟอร์จูนทาวน์ โดยเป็นการชิงชัยระหว่างทีม “Plasma Z” จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทีม “ไข่นุ้ย” จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.) โดยหุ่นยนต์อัจฉริยะจากรั้วจามจุรีสามารถทำประตูชนะขาด 9-0 คว้าตำแหน่งชนะเลิศพร้อมเป็นตัวแทนไปแข่งขันหุ่นยนต์ชิงแชมป์โลก (World Robocup 2007) ที่สหรัฐอเมริกา กลางปีนี้ ส่วนหุ่นยนต์จากแดนสะตอคว้ารางวัล “ขวัญใจประชาชน” จาการให้คะแนนของทีมต่างๆ ที่เข้าแข่งขัน พร้อมรางวัล “เทคนิคยอดเยี่ยม” จากการให้คะแนนของกรรมการ ทั้งนี้ผู้เข้าแข่งขันต้องประดิษฐ์หุ่นยนต์ขนาดเล็กที่มีโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อลงแข่งขันฟุตบอลในสนามไม่เกิน 5 ตัว (แต่สามารถประดิษฐ์เพื่อเป็นตัวสำรองได้ไม่จำกัด) ซึ่งการแข่งขันจะเป็นไปภายใต้การตัดสินใจของหุ่นยนต์เอง และมีระยะเวลาการแข่งขัน 20 นาที แบ่งเป็นครึ่งแรก 10 นาทีและ ครึ่งหลัง 10 นาที โดยทีมที่ทำประตูได้มากกว่าจะเป็นผู้ชนะ และหากทีมใดทำประตูนำก่อน 10 ประตูก็เป็นผู้ชนะ การควบคุมหุ่นยนต์นั้นทำได้โดยกล้องที่ติดตั้งเหนือสนามแข่งซึ่งจะส่งสัญญาณไปให้คอมพิวเตอร์ของแต่ละทีมที่ข้างสนามทำการประมวลผล จากนั้นจะส่งสัญญาณควบคุมการตัดสินใจเล่นกลับมายังหุ่นยนต์ในสนามโดยอาศัยสัญญาณไร้สาย (Wireless) ที่ติดตั้งภายในสนามแข่ง ทั้งนี้แต่ละทีมจะออกแบบเอไอให้หุ่นยนต์ตัดสินใจและวางแผนการเล่นเอง โดยอาศัยภาพของการแข่งขันที่ถ่ายทอดจากกล้องเหนือสนามเป็นองค์ประกอบ สำหรับการแข่งขันโรโบคัพชิงแชมป์ประเทศไทยนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของสมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทย และคณะสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ภายใต้การสนับสนุนของบริษัทซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โดยจัดการแข่งขันต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2546
ที่มา : ผู้จัดการ จันทร์ที่ 15 ม.ค. 2550 http://www.manager.co.th
ทีเอ็มซีรับสมัครน้องๆ ร่วมค่ายหุ่นยนต์อัจฉริยะ
โครงการค่ายวิทยาศาสตร์ถาวร ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (ทีเอ็มซี) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ร่วมกับ สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดรับสมัครเด็กและเยาวชนระดับมัธยมปลายที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม “ค่ายนักวิจัยรุ่นเยาว์ด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ” แล้ววันนี้ สำหรับกิจกรรมค่ายดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 18-22 มีนาคม 2550 โดยเด็กและเยาวชนจะได้รับความรู้พื้นฐานทางด้านเมคคานิกส์ อิเล็กทรอนิกส์และคอนโทรลเลอร์ ตลอดจนออกแบบและประดิษฐ์หุ่นยนต์ ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2550 และสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.nstda.or.th/psc
ที่มา : ผู้จัดการ จันทร์ที่ 15 ม.ค. 2550 http://www.manager.co.th
มจล.สร้างรถสปอร์ตเปิดประทุนต้นแบบรถใช้แก๊สโซฮอล์
นายวิทวัส อิ่มเอิบ นักศึกษาปี 4 ภาควิชาเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ทีมงานได้ออกแบบและพัฒนายานยนต์พลังงานทดแทนรุ่นต้นแบบ ทรงสปอร์ตเปิดประทุนและให้ชื่อว่า "แมนติซา" โดยอาศัยเทคโนโลยีด้านการอออกแบบเชิงวิศวกรรมด้วยซอฟต์แวร์ เช่น โปรแกรมไรโน สำหรับวางสรีระพื้นผิวของตัวถังรถ โปรแกรมยูนิกราฟฟิก สำหรับวาดโครงสร้างรายละเอียดต่างๆ ของรถ เป็นต้น โครงสร้างภายในของแมนติซา ทำจากเหล็กหุ้มด้วยไฟเบอร์เรซิลที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ เครื่องยนต์ที่ใช้ขับเครื่องเป็นชนิดเผาไหม้ภายใน โดยใช้เครื่องฮอนด้าขนาดกระบอกสูบ 150 ซีซี ปรับแต่งให้เหมาะกับเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์ อี20 (เอทานอล 20 ต่อน้ำมันเบนซิล 80 ส่วน) ขนาดความจุถัง 5 ลิตร ใช้ระบบส่งกำลังเดินหน้าและถอยหลังได้ 6 สปีด ส่วนช่วงล่างเป็นปีกนกคู่พร้อมโช้คอัพสปิงเกลียวเพื่อความนุ่มนวล ในการทดสอบวิ่งบนถนนจริงพบว่าใช้น้ำมันไปเพียง 1 ลิตรในระยะทาง 30 กิโลเมตร ในความเร็วเต็มที่ไม่เกิน 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ที่มา : คมชัดลึก พุธที่ 17 ม.ค. 2550 http://www.komchadluek.net
"ธีออส" ดาวเทียมสำรวจฯ ดวงแรกของไทยเสร็จแล้ว! พร้อมส่งขึ้นฟ้าตุลานี้
"ธีออส" ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของประเทศ เสร็จแล้ว เหลือเพียงทดสอบสมรรถนะการทนร้อน-เย็นและแรงสั่นสะเทือนก่อนส่งสู่วงโคจรในเดือนตุลาคมนี้ ด้าน สทอภ.เตรียมสร้างสถานีควบคุมศรีราชาไว้รองรับเลี่ยงสัญญาณรบกวนจากสุวรรณภูมิ ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยว่าขณะนี้ดาวเทียมธีออสได้สร้างแล้วเสร็จ และกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบสมรรถนะการทนร้อน-เย็น และการทนแรงสั่นสะเทือน ก่อนจะส่งขึ้นสู่วงโคจรในเดือน ต.ค.นี้
"ดาวเทียมธีออสสมบูรณ์แล้ว และมีการทดสอบที่สำคัญเพราะเมื่อส่งดาวเทียมออกไปแล้วก็ทำอะไรไม่ได้แล้วจึงต้องทนสอบจนมั่นใจ โดยทดสอบสั่นสะเทือนให้เต็มที่ให้ส่วนต่างๆ ยังทำงานได้ดี และทดสอบความทนต่อสภาพอุณหภูมิร้อนจัด-เย็นจัด คือพยายามทำให้ (ดาวเทียม)เสียแต่ต้องไม่เสีย คาดว่าน่าจะปล่อยได้ในเดือน ต.ค.นี้ ที่ฐานปล่อยจรวดคาซัคสถาน และจะมีการถ่ายสดมายังประเทศไทยด้วยแต่ทั้งนี้ต้องมีการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างประเทศในการส่งดาวเทียมขึ้นไป"
ที่มา : ผู้จัดการ พฤหัสบดีที่ 18 ม.ค. 2550 http://www.manager.co.th
เตรียมทำ “นาโนมาร์ก” ประทับตราสินค้าสกัดนาโนปลอม
ศ.ดร.วิวัฒน์ ตัณฑะพานิชกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ให้ความเห็นว่า ในบางครั้งนาโนเทคโนโลยีก็ถูกโฆษณาหรือนำไปใช้ในทางที่ผิด อย่างการโฆษณาสีนาโนก็ไม่ชัดเจนว่าเท็จจริงแล้วมีคุณสมบัติอย่างไร ใช้นาโนเทคโนโลยีจริงหรือไม่ “เรื่องนี้ต่างประเทศก็เป็นกังวลกันว่า ถ้าโฆษณาเกินจริงมากๆ จะสร้างความเสียหายให้กับนาโนเทคโนโลยี ต่อไปคนก็ไม่เชื่อถือ” สิ่งที่จะทำอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อแก้ปัญหาคือ กำลังจะสร้างระบบตรารับรอง “นาโนมาร์ก” (Nano Mark) เพื่อรับรองผลิตภัณฑ์ที่เป็นนาโนเทคโนโลยีจริง และจะให้ตราเช่นเดียวกับมาตรฐานอุตสาหกรรม
ที่มา : ผู้จัดการ พฤหัสบดีที่ 18 ม.ค. 2550 http://www.manager.co.th
เทคโนโลยีอนาคต ผลิตคนแก่แต่ตายยาก!?
ด้วยความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีชีวภาพ นาโนเทคโนโลยี และประสาทวิทยา ที่ยังก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักอนาคตศาสตร์บางคนเชื่อมั่นว่า ภายในอนาคตอันใกล้ไม่น่าจะเกิน 20 ปีนับจากนี้ แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ จะสามารถใช้องค์ความรู้ดังกล่าวค่อยๆ เอาชนะธรรมชาติและโรคภัยไข้เจ็บจากระบบพันธุกรรมต่างๆ ทำให้ "อายุขัย" ของมนุษย์ยืนยาวออกไปจนถึง 140 ปีแบบสบายๆ "เจมส์ คาร์ลตัน" นักอนาคตศาสตร์คนดังของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่งออกหนังสือเล่มใหม่ "The Extreme Future : The Top Trends That Will Reshape the World for the Next 5, 10, and 20 Years" คาดการณ์ไว้ว่า หนึ่งใจจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวิถีชีวิตมนุษยชาติ คือ ความสำเร็จในการทำแผนที่ถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจสอบและจัดการ "ปิดการทำงาน" ของหน่วยพันธุกรรมในตัวมนุษย์แต่ละคนที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดโรคกับคนๆ นั้นในวันข้างหน้า ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีชีวภาพ (ไบโอเทค) สาขาพันธุวิศวกรรม ก็จะเปิดทางให้กรรมวิธีเพาะเลี้ยง "อวัยวะสำรอง" กลายเป็นเรื่องปกติสามัญ
ผู้ป่วยจะไม่ต้องรอคิวรับบริจาคอวัยวะอีกต่อไป
ที่มา : ข่าวสด ศุกร์ที่ 19 ม.ค. 2550 http://www.matichon.co.th/khaosod
ฟิลิปส์คิดค้นเตาอบไมโครเวฟแสนรู้ตั้งโปรแกรมปรุงอาหารสุกได้ที่-เคี้ยวกรอบถูกปาก
ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนคิดค้นเตาอบไมโครเวฟ และเตาทอดอัจฉริยะที่รู้ได้เองอัตโนมัติว่าอาหารสุก "ได้ที่" หรือยัง ช่วยงานคุณแม่บ้านพ่อบ้านที่ไม่ถนัดงานทำกับข้าว กลายเป็นพ่อครัวแม่ครัวหัวป่าได้ด้วยปลายนิ้วกด ความลับของอุปกรณ์ทำครัวยุคไฮเทคอยู่ที่ระบบวัดปริมาณน้ำที่ระเหยออกจากอาหารระหว่างอยู่ในเตาไม่ว่าจะอบ ทอด หรืออุ่นอยู่ในเตาไมโครเวฟ ระบบจะถูกตั้งไว้อย่างแม่นยำให้หยุดทำงานเมื่ออาหารแห้งได้ที่ หรือกรอบได้ดังใจโดยไม่ต้องเปิดตู้มาชิม ต่างจากไมโครเวฟทั่วไปที่เป็นระบบตั้งเวลา ซึ่งแบ่งตามประเภทของอาหารไว้คร่าวๆ เท่านั้น ที่ถาดรับอาหารของเตาอบและเตาทอดไฟฟ้าอัตโนมัติของฟิลิปส์มีเครื่องวัดน้ำหนักของอาหารที่วัดได้แม่นยำติดตั้งอยู่ โดยจะบันทึกน้ำหนักรวมของอาหารที่ใส่ไว้ในเตา ระหว่างที่อาหารได้รับความร้อน เครื่องจะวัดค่าน้ำหนักที่เปลี่ยนไป ทำให้รู้ว่าน้ำในอาหารระเหยเป็นไอไปเท่าไรแล้ว หากจะวัดให้ละเอียดยิ่งขึ้น น้ำที่ระเหยออกจากอาหารควรถูกกักไว้ และวัดปริมาณ เพียงพ่อครัวแม่ครัวกดป้อนคำสั่งสองสามทีเพื่อบอกให้เครื่องรู้ว่ากำลังประกอบอาหารชนิดไหนอยู่ และต้องการให้อาหารกรอบหรือแห้งแค่ไหน เมื่ออาหารได้ที่ตามคำสั่งที่ป้อนไว้แล้วเครื่องจะส่งเสียงเตือนและดับเครื่อง ทั้งนี้ อุปกรณ์ดังกล่าวเพิ่งเข้าจดสิทธิบัตรคิดค้นกับสำนักงานสิทธิบัตรแห่งชาติสหรัฐ
ที่มา : คมชัดลึก ศุกร์ที่ 19 ม.ค. 2550 http://www.komchadluek.net


ข่าววิจัย/พัฒนา
ของเล่นรุ่นใหม่พัฒนาสมองเนคเทคติดสวิตช์พิเศษเปิดปิดตุ๊กตาสะดวกขึ้น
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ ออกแบบสวิตช์พิเศษ ช่วยเปิดปิดเสียงตุ๊กตาสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับเด็กสมองพิการ สามารถนำมาต่อพ่วงกับตุ๊กตาที่วางขายทั่วไปได้ น.ส.อลิสา สุวรรณรัตน์ ผู้ช่วยนักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า ทีมวิจัยโครงการศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ เนคเทคได้พัฒนาสวิตช์พิเศษสำหรับควบคุมระบบเสียงในตุ๊กตา ที่มีขายทั่วไปในท้อง ตลาด ซึ่งช่วยให้เด็กพิการสามารถเปิดปิดระบบเสียงของตุ๊กตาได้ด้วยตัวเอง ถือเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับพัฒนาร่างกายและสมองของเด็กพิการได้อีกทางหนึ่ง
ที่มา : คมชัดลึก จันทร์ที่ 15 ม.ค. 2550 http://www.komchadluek.net
มัธยมขอนแก่นทำเครื่องดมกลิ่นเหล้า
นายธีระศักดิ์ ภิญโญยาง นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนกัลยาณวัตร จ.ขอนแก่น ประดิษฐ์เครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ภาคสนาม หวังช่วงงานจราจรสกัดเมาแล้วขับก่อนเกิดอุบัติเหตุสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน การทดลองเพื่อทดสอบปริมาณแอลกอฮอล์ในระดับที่แตกต่างกันนี้ทำการทดสอบในคน 12 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ดื่มสุรา และไม่ดื่มสุรา กลุ่มละ 6 คน ซึ่งผลที่ได้จากการทดลองเป็นที่น่าพอใจ โดยได้สร้างเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ภาคสนามที่สามารถใช้งานได้จริงตามเป้า น.ส.จุฬาลักษณ์ เนียมสา อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวเพิ่มเติมว่า เครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ภาคสนามที่พัฒนาขึ้นนี้ สามารถวัดรับดับแอลกอฮอล์ในร่างกายได้ โดยในคนที่ดื่มสุราในปริมาณมากเมื่อเป่าลมหายใจจะปรากฏไฟสีแดง ขณะที่คนดื่มน้อยและไม่ดื่ม ไฟจะเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองและเขียวตามลำดับ

ที่มา : คมชัดลึก จันทร์ที่ 15 ม.ค. 2550 http://www.komchadluek.net
เต้าหู้ช่วยต่อสู้มะเร็งของรังไข่ ป้องกันโรคได้มาก เกือบตั้งครึ่ง
คณะนักวิทยาศาสตร์ของศูนย์มะเร็งแห่งแคลิฟอร์เนียเหนือ ได้ศึกษาวิจัยกับครูสตรีสหรัฐฯ วัยก่อนเกษียณและหลังเกษียณเรือน 100,000 ราย ได้ผลว่า ผู้หญิงที่กินเต้าหู้ เช่น กินเนื้อเทียมที่ทำด้วยเต้าหู้วันละ 10 กรัม จะป้องกันมะเร็งได้มากถึง 44% ผู้ที่กินเต้าหู้ขนาดนี้ทุกวัน ร่างกายจะได้รับสารไอโซฟราโวน อันเป็นฮอร์โมนจากพืชที่มีอยู่ในถั่วเหลือง เชื่อว่ามีสรรพคุณป้องกันมะเร็งบางชนิดและโรคหัวใจได้ เป็นปริมาณไม่ต่ำกว่า 3 มิลลิกรัม นอกจากนี้อาหารอื่นเช่น นมถั่วเหลือง และอาหารที่ทำด้วยนมเนย ก็ให้คุณประโยชน์ ได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน.
ที่มา : ไทยรัฐ อังคารที่ 16 ม.ค. 2550 http://www.thairath.co.th
อังกฤษสร้างสายพันธุ์ไก่ ออกไข่จีเอ็มโอต้านมะเร็ง
คณะนักวิจัยสถาบันโรสลิน แคว้นสกอตแลนด์ สถาบันเดียวกับที่เคยประสบความสำเร็จในการโคลนนิ่ง "ดอลลี่" แกะตัวแรกของโลก เพิ่งประสบความสำเร็จอีกครั้งในการผสมพันธุ์ไก่ 5 รุ่น ประมาณ 500 ตัว ด้วยวิธีจีเอ็มโอ ทำให้ไก่เหล่านี้ออกไข่ที่มีสารโปรตีน "เอ็มไออาร์ 24" องค์ประกอบสำคัญของยาต้านมะเร็งผิวหนัง และให้ไข่ไก่ที่มีสารโปรตีน "บี-1 เอ" องค์ประกอบสำคัญของยาหยุดยั้งการแพร่ตัวของเชื้อไวรัสที่กระตุ้นการกระจายตัวของเซลล์เนื้อร้าย
ทั้งโปรตีนเอ็มไออาร์ 24 และบี-1 เอ อยู่ในไข่ขาวของไข่ไก่จีเอ็มโอดังกล่าว นักวิจัยสามารถสกัดออกมาผลิตยาต้านมะเร็งราคาย่อมเยาได้ในอนาคต
ที่มา : ข่าวสด ศุกร์ที่ 19 ม.ค. 2550 http://www.matichon.co.th/khaosod
วิจัยกวาวเครือเสริมอึ๋มจุฬาฯส่งให้โสมขาวทดสอบผล
รศ.ดร.วิชัย เชิดชีวศาสตร์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หัวหน้าโครงการวิจัยกวาวเครือเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ได้ถ่ายทอดงานวิจัยแปรรูปกวาวเครือและกวาวเครือแดง เป็นผลิตภัณฑ์เจลบำรุงหน้าอกสำหรับผู้หญิง และเจลบำรุงเส้นผมจากกวาวเครือขาวผสมกวาวเครือแดง ให้แก่บริษัท ล็อกเลย์ จำกัด เพื่อนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม สำหรับส่งออกไปเกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซียและสิงคโปร์ การวิจัยกวาวเครือใช้ทุนประมาณ 1.5 ล้านบาท ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือ ไบโอเทค จำนวน 1 ล้านบาท ส่วนที่เหลือได้รับการสนับสนุนจากบัณฑิตวิทยาลัย ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้ทีมนักวิจัยจากหลายสถาบัน เช่น สถาบันโรคผิวหนัง สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และนักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ผลงานได้รับการจดสิทธิบัตรตั้งแต่ปี 2547 พร้อมกับถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่บริษัทเอกชนร่วม 20 แห่ง ในการนำกราวเครือไปสกัดเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆ เช่น บำรุงเส้นผม เจลทาผิว แคปซูลสำหรับเพิ่มเลือดสตรี ขณะที่ความร่วมมือล่าสุดเป็นความร่วมมือกับบริษัท ล็อกเลย์ จำกัด เพื่อส่งสินค้าไปขายยังประเทศเพื่อนบ้านแถบเอเชีย
ที่มา : คมชัดลึก ศุกร์ที่ 19 ม.ค. 2550 http://www.komchadluek.net
ประยุกต์ผ้าอัดห่อผลไม้ส่งออกแทนโฟม
นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีประยุกต์เทคนิคที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอมาทำเป็นวัสดุกันกระแทกสำหรับห่อผลไม้ที่มีผิวบอบบางอย่างกล้วยหอมทอดก่อนส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ แทนแผ่นโฟมพลาสติกที่กันกระแทกได้น้อยกว่าทำให้ผิวช้ำ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาข้างต้นให้เกษตรกร ผศ.สาคร ชลสาคร อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ จึงประยุกต์นำผ้าอัดที่ใช้รองทรงให้เสื้อผ้ามีรูปทรงสวยงามเวลาสวมใส่ มาใช้เป็นวัสดุกันกระแทกในการบรรจุหีบห่อกล้วยหอมทอง นอกจากช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังช่วยป้องกันกระแทกได้ดีกว่าโฟมด้วย สำหรับผ้าอัดดังกล่าวเป็นประเภทโพลีโพรพิลีนสปันบอนด์ ซึ่งผลิตโดยใช้เศษไม้ เศษผ้า มาอัดด้วยความร้อน สามารถย่อยสลายได้ง่ายขึ้นกว่าแบบอื่น นอกจากนั้น ยังช่วยเกษตรกรดัดแปลงรูปแบบการห่อหวีกล้วยให้มีรูปแบบที่ง่าย โดยเย็บเป็นถุงใส่แทนการห่อ ซึ่งสามารถลดจำนวนวัสดุที่ใช้ได้ด้วย ผลการทดลองพบว่า กล้วยที่บรรจุหีบห่อด้วยผ้าอัดทำให้กล้วยมีอายุการวางจำหน่ายนานกว่ากล้วยที่บรรจุหีบห่อด้วยวัสดุอื่นๆ และยังมีราคาต้นทุนการผลิตถูกกว่าวัสดุประเภทพลาสติกที่เกษตรกรเคยใช้ด้วย นอกจากนั้น จากผลการวิจัยที่ได้มายังสามารถขยายผลไปใช้กับผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ เช่น มะม่วง และแคนตาลูป
ที่มา : คมชัดลึก ศุกร์ที่ 19 ม.ค. 2550 http://www.komchadluek.net
ติงดื่มชาใส่นมทำคุณค่าชาเสื่อม
งานวิจัยจากเยอรมนีชิ้นหนึ่งพบว่า ดื่มชาดำช่วยให้หลอดเลือดแดงยืดหยุ่นและเลือดไหลเวียนคล่องตัวดี แต่งานวิจัยอังกฤษกลับพบว่านมเป็นครู่อริตัวสำคัญของชา โปรตีนในนมที่เรียกว่าคาซีน เป็นตัวทำลายคุณสมบัติพเศษของชา และอย่างที่รู้กันดีว่า คนอังกฤษส่วนใหญ่นิยมดื่มชาใส่นม ชาดีๆ เลยเสียของไปอย่างน่าเสียดาย ศ.ดร.วีรีนา สแตงล์ นักวิจัยอาวุโส ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจากโรงพยาบาลชาริทในเบอร์ลินกล่าวว่า ผลการวิจัยดังกล่าวช่วยอธิบายได้ว่าทำไมคนอังกฤษที่นิยมดื่มชาใส่นมถึงเสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูง อย่างไรก็ดี งานวิจัยดังกล่าวยังใช้กลุ่มอาสาสมัครน้อยเกินไปที่จะสรุปได้ชัดเจน จูน เดวิสัน พยาบาลด้านโรคหัวใจจากสถาบันโรคหัวใจอังกฤษกล่าวว่า งานวิจัยที่ใช้กลุ่มตัวอย่างเพียงแค่นี้ยังไม่สามารถบอกได้เต็มปากว่า นมลดทอนประโยชน์ของชา แต่สำหรับชาอังกฤษแล้ว แค่มีชาอยู่ในมือสักแก้วในช่วงพักเหนื่อยก็ช่วยผ่อนคลายได้ และถ้าอยากมีสุขภาพดีจริงคงต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เลิกสูบบุหรี่ และรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ลำพังแค่ดื่มชาไม่เติมนมคงไม่ได้ช่วยให้สุขภาพหัวใจดีขึ้นสักเท่าไร
ที่มา : คมชัดลึก ศุกร์ที่ 19 ม.ค. 2550 http://www.komchadluek.net


ข่าวทั่วไป
ซื้อเบอร์มือถือใหม่ดูให้ดีระวัง!โทรเข้าเบอร์บ้านไม่ได้
พล.ร.ท.ถมรัตน์ หทโยดม โฆษกคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทีโอทีจะไม่สกัดกั้นการเชื่อมต่อวงจร ระหว่างเลขหมายโทรศัพท์มือถือของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ ที่เปิดให้บริการไปแล้วในการเชื่อมต่อกับเบอร์พื้นฐาน (โทรศัพท์บ้าน) ของทีโอที แม้ดีแทคและทรูมูฟจะไม่ยอมจ่ายค่าเชื่อมต่อเลขหมายในอัตรา 200 บาท/เลขหมาย/เดือน สำหรับระบบโพสต์เพด (เหมาจ่าย) และ 18% ของส่วนแบ่งรายได้ในระบบพรีเพด (เติมเงิน) ตามสัญญาค่าเชื่อมต่อเครือข่าย (แอ็คเซ็สชาร์จ : เอซี) ที่ทำไว้กับทีโอที เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ใหม่ของดีแทคและทรูมูฟจำนวน 3 ล้านเลขหมาย ที่ดีแทคและทรูมูฟเตรียมวาง จำหน่ายในวันที่ 15 ม.ค. นี้ ทีโอทีได้รับหนังสือขอเปิดใช้เลขหมายใหม่แล้ว แต่ยังไม่ได้รับหนังสือยืนยันการจ่ายค่าเอซี จึงยังไม่เปิดการเชื่อมต่อเลขหมาย ถ้าดีแทคและทรูมูฟนำเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวออกวางจำหน่าย จะส่งผลให้เลขหมายดังกล่าวไม่สามารถโทรฯเข้าโทรศัพท์พื้นฐานของทีโอทีได้ ซึ่งผู้บริโภคสามารถร้องเรียนไปยังสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือโทรฯร้องเรียนที่สายด่วนร้องเรียนเรื่องระบบโทรคมนาคมไม่เป็นธรรมของกระทรวงไอซีทีที่เบอร์ 0-2575-1444 ตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับทางออกของปัญหาดังกล่าว ทีโอที ได้ส่งหนังสือให้กฤษฎีกาตีความหมายค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (อินเตอร์คอนเน็คชั่นชาร์จ : ไอซี) ตามประกาศของ กทช.ที่จะให้ใช้ในวันที่ 17 ม.ค.นี้ และค่าเชื่อมต่อเลขหมาย (แอ็คเซ็สชาร์จ : เอซี) ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้เกิดความชัดเจน ขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำตอบ ส่วนจะดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องเอซีที่ดีแทคและทรูมูฟหยุดจ่ายให้กับทีโอทีตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. 49 นั้น ต้องรอดูผลวันที่ 18 ม.ค. นี้อีกครั้งว่าดีแทคและทรูมูฟจะจ่ายค่าเอซีหรือไม่ ถ้าไม่จ่ายทีโอทีจะเรียกเก็บเงินค่าเอซีจาก บมจ.กสท แทน ในฐานะเจ้าของสัญญาร่วมการงานกับดีแทคและทรูมูฟ
ที่มา : เดลินิวส์ จันทร์ที่ 15 ม.ค. 2550 http://www.dailynews.co.th
ผนึกกำลังเอเชีย ตอ.สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
ผู้นำชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน 10 ประเทศ กับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ประชุมสุดยอดกันที่เมืองเซบู ทางภาคกลางฟิลิปปินส์ ก่อนร่วมลงนามเห็นพ้อง “ปฏิญญาเซบูว่าด้วยความมั่นคงด้านพลังงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออก” เป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานฟอสซิลและแหล่งพลังงานที่มีอยู่พร้อมกับสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งยังช่วยกันประหยัดพลังงานและพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่ๆ เพื่อเผชิญสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่นับวันมีแต่จะสูงขึ้น ทั้ง 16 ประเทศ จะช่วยกันยึดหลักความน่าเชื่อถือ การมีอยู่อย่างพอเพียง และความพยายามเสาะแสวงหาแหล่งพลังงานเพื่อตอบสนองการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน แหล่งพลังงานต่างๆ อาทิ พัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียน เพิ่มศักยภาพการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ร่วมผลประโยชน์กันในด้านพลังงาน หรือแม้กระทั่งใช้พลังงานนิวเคลียร์สำหรับพลเรือน นอกจากนั้น กลุ่มผู้นำอาเซียนยังเรียกร้องช่วยกันลดปล่อยก๊าซทำลายชั้นบรรยากาศ ช่วยลงทุนสร้างเครือข่ายพลังงานอาเซียน วางแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั่วทั้งภูมิภาค โดยรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศทุ่มเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยเหลือพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงานและการลดใช้น้ำมัน
ที่มา : ไทยรัฐ อังคารที่ 16 ม.ค. 2550 http://www.thairath.co.th
รัฐบาลมอบรางวัลผู้มีอุดมการณ์ฯให้"ครูจูหลิง"คนแรก
ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศธ. เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.ได้อนุมติโครงการผู้มีอุดมการณ์และจิตวิญญาณ ครูตามที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เสนอไป เป็นโครงการคัดเลือกครูที่มีความเสียสละ มีอุดมการณ์จาก4 ภาคทั่วประเทศ รวมทั้งหมด 4 คน มารับรางวัลเสมาทองคำ โลห์ และการประกาศยกย่องในวันครูของทุก ๆ ปี ครม.ได้มีมติให้แก้ไขในส่วนของเงินรางวัล จากเดิมที่เสนอให้เงินรางวัลคนละ 100,000 บาท เป็นคนละ 300,000 และมีมติให้มอบ รางวัลนี้แก่ครูจูหลิง ปงกันมูล เป็นคนแรก
และในวันครู 16 ม.ค.50 ที่หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ประกาศยกย่องให้ ครูจูหลิง ปงกันมูล และนาย ประสาน มากชู เป็นผู้ที่มีอุดมการณ์และจิตวิญญาณครู โดย นายกฯได้มอบโล่ให้ กับ น.ส.สินีนาถ ถาวรสุข ซึ่งมารับโล่แทนครูจูหลิง และนายนาคร สายเสมา รับมอบ แทนญาตินายประสาน และ กล่าวตอนหนึ่งในงานว่า "สังคมไทยเป็น สังคมที่ให้ความเคารพและยกย่องครูเพราะตระหนักดีถึงบทบาทและหน้าที่สำคัญของครู และรู้ว่าครูต้องมีความเสียสละ อดทน เพียรพยายามมากเพียงใดกว่าจะสามารถปลูกฝัง ลูกศิษย์ให้เติบโตเป็นคนดี มีคุณธรรมนำความรู้ และเป็นกำลังสำคัญของชาติบ้าน เมืองต่อไป โดยเฉพาะในอดีต ครู นักเรียน และผู้ปกครองต่างมีความผูกพันใกล้ชิด เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวเดียวกัน จึงสามารถตอกย้ำความเป็นความสังคม ที่ให้ความเคารพและยกย่องครูมาได้อย่างยั่งยืนและยาวนาน"


ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ พุธที่ 17 ม.ค. 2550 http://www.bangkokbiznews.com
วธ.ถกวีรกรรม"พระนเรศวร" กระตุ้นคนไทยเรียนรู้ประวัติศาสตร์
คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า เนื่องในวันที่ 18 มกราคมของทุกปีตรงกับวันระลึกวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำยุทธหัตถี ดังนั้นระหว่างวันที่ 18 -19 มกราคมนี้ กระทรวงวัฒนธรรมจะจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “จากวีรกรรมสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ศมส.) เพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่ความรู้ทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรที่ทรงทำยุทธหัตถี ถือเป็นสุดยอดยุทธวิธีของนักรบสมัยโบราณ จนชนะศึกสงครามและประกาศอิสรภาพให้แก่ชาติไทย การสัมมนาครั้งนี้เป็นการนำผลการศึกษาประวัติศาสตร์จากเอกสารต่างประเทศและงานวิจัยของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมทั้งจัดทัศนศึกษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา อีกด้วย และในช่วงจัดสัมมนาตรงกับภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล เข้าฉายถือเป็นการดีที่จะเผยแพร่และกระตุ้นให้ประชาชนสนใจประวัติศาสตร์ของไทยมากขึ้น
ที่มา : คมชัดลึก พุธที่ 17 ม.ค. 2550 http://www.komchadluek.net



 

About Us | Staff | Vision | Policy | Holiday | Statistic |

The Library of King Mongkut's University of Technology Thonburi
Tel. 0-2470-8211, Fax 0-2470-8212, info@lib.kmutt.ac.th